วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คปท.ประกาศปิดล้อมดีเอสไอใหม่26ธ.ค.

คปท.ยุติการชุมนุมปิดล้อมดีเอสไอ ประกาศจะมาใหม่ 26 ธ.ค. ขณะที่ม็อบรุมด่านักข่าวจนต้องถอนทีมออกนอกพื้นที่

กลุ่มผู้ชุมนุมคณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) นำโดยน.ส.อัญชลี ไพรีรัก และนายนิติธร ล้ำเหลือ แกนนำเครือข่าวนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย(คปท.) ที่เดินทางมาปิดล้อมอาคารดีเอสไอได้ทยอยเดินทางออกจากพื้นที่ดีเอสไอเพื่อกลับไปปักหลักชุมนุมในที่ตั้ง โดยได้ถอนกำลังผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ทั้งหมดโดยไม่ได้มีการปิดล็อคอาคารดีเอสไอ เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้ตามปกติ ขณะที่ชุดปฏิบัติการพิเศษของดีเอสไอได้เข้าไปสำรวจความเสียหาย เพื่อแจ้งความดำเนินคดีที่สน.ทุ่งสองห้อง

ทั้งนี้ระหว่างการปิดล้อมผู้ชุมนุมได้เข้าไปเดินสำรวจภายในอาคารดีเอสไอ โดยการ์ดอนุญาตให้ผู้ชุมนุมเข้ามาใช้ห้องน้ำบริเวณชั้น 1 จนถึงชั้น 3 แต่ไม่อนุญาตให้ขึ้นไปภายในสำนักคดีต่าง ๆ ต่อมาผู้สื่อข่าวประจำดีเอสไอได้รับแจ้งว่ามีโน๊ตบุ๊คได้หายไป 1 เครื่อง ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าเป็นของตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ทำให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจกล่าวหาว่าผู้สื่อข่าวใส่ร้ายผู้ชุมนุม ทำให้มีการเข้ามาต่อว่าผู้สื่อข่าวด้วยถ้อยคำรุนแรงเป็นระยะ ผู้สื่อข่าวเกรงว่าจะเกิดการกระทบกระทั่งจึงได้เคลื่อนย้ายออกมาอยู่นอกพื้นที่ชุมนุม อย่างไรก็ตาม ระหว่างการปิดล้อมนำมวลชนเข้าไปในอาคารดีเอสไอปรากฏว่าผู้ชุมนุมได้นำข้าวกล่อง ขนมและกาแฟที่เตรียมไว้สำหรับตำรวจรวมถึงผู้สื่อข่าวไปรับประทานโดยระบุว่าเป็นเงินที่มาจากภาษีของประชาชน ซึ่งผู้ชุมนุมประกาศจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งในวันที่ 26 ธ.ค. นี้ที่ดีเอสไอออกหมายเรียกแกนนำ 17 รายให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา

ด้านนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยผลการประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ ชุมนุมทางการเมือง ว่า ดีเอสไอได้กำหนดแยกสำนวนคดีออกเป็น 38 สำนวนตามผู้ต้องหาทั้ง 38 คน โดยมุ่งเน้นการสอบสวนไปที่พฤติกรรมของการกระทำความผิดในลักษณะต่อเนื่องเกี่ยวพัน เชื่อมโยงกันมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิด แล้วแบ่งหน้าที่กันทำ ซึ่งพยานหลักฐานมีความชัดเจนเพียงพอต่อการแจ้งข้อหาทั้ง 38 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานโดยเฉพาะหลักฐานความเคลื่อนไหวทางการเงินย้อนหลัง 6 เดือน อย่างไรก็ตาม ล่าสุดปรากฎว่ามีกลุ่มคนได้กระทำความผิดต่อกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งและมีแนวโน้มจะกระทำผิดอย่างต่อเนื่อง แต่เรื่องดังกล่าวดีเอสไอยังไม่ได้รับเป็นคดีพิเศษ ดีเอสไอจึงได้ประสานงานกับพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) เพื่อดำเนินการเอาผิดต่อไป