'ประเวศ'แนะ'รัฐ-ม็อบปชป.'หันหน้าเจรจา

'ประเวศ'แนะ'รัฐ-ม็อบปชป.'หันหน้าเจรจา

"หมอประเวศ"แนะ"รัฐบาล-กลุ่มผู้ชุมนุม"ต้องเรียนรู้อย่าใช้อำนาจเกินขอบเขต หันหน้าพูดคุยกัน ลั่นพรบ.นิรโทษกรรมจบไปแล้ว

นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีมวลชนหลายกลุ่มออกมาการชุมนุมทางการเมืองว่า เรื่องการชุมนุมของประชาชนหลายฝ่ายนั้นเริ่มต้นจากการต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งเห็นว่าปรากฏการณ์นี้สิ่งสำคัญคือทุกฝ่ายน่าจะได้เรียนรู้มากขึ้น ถือเป็นกำไรของทุกฝ่าย โดยเฉพาะการใช้อำนาจของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งถือว่ามีอำนาจทั้งการเมือง การเงิน การสื่อสาร ด้านการใช้กำลัง การใช้มวลชนแต่การที่มีกำลังมากแล้วถลำตัว ใช้กำลังมากเกินไปจะเกิดการถลำตัว จนเกิดการต่อต้านขนานใหญ่อย่างที่เกิดขึ้น คิดว่ารัฐบาลหรือส.ส.น่าจะได้บทเรียนว่าถึงแม้จะมีเสียงข้างมากเราก็จะทำตามใจตัวเองไม่ได้เสมอไป ต้องดูว่าถูกต้องหรือไม่

ส่วนประชาชนกลุ่มต่างๆ รวมถึงมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ออกมาชุมนุมนั้น ก็ได้เรียนรู้ว่าว่าความเข้มแข็งของสังคมนั้นเป็นปัจจัย ชี้ขาดอนาคตของประเทศ จะช่วยหยุดยั้งความไม่ถูกต้องได้ แต่การที่คนมาชุมนุมมากจะเกิดความฮึกเหิม แต่เป็นเรื่องยากที่จะหยุดคิด เพราะฉะนั้นหากทำอะไรเกินเลยไปก็จะเหมือนกับฝ่ายรัฐบาล การทำอะไรเกินเลยไปจะนำไปสู่ความผิดพลาดได้ดังนั้นเห็นว่าแต่ละฝ่ายควรจะหันหน้ามาพูดคุย ทำความตกลงกัน โดยข้อ 1. เรื่องการไม่ผ่านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งเรื่องนี้จบไปแล้ว 2. ตกลงกันสร้างพลังพลเมืองให้เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งหากเกิดพลังพลเมืองเต็มประเทศแล้วประเทศไทยจะเจริญมาก ไม่ใช่มาปะทะกัน บาดเจ็บล้มตายประเทศไม่ได้อะไร ตรงนี้รัฐบาลจะต้องเป็นผู้สนับสนุนพลังพลเมืองให้เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้การเมืองดีขึ้น

3. รัฐบาลต้องมีความจริงใจในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น โดยเปิดโอกาสให้องค์กรต้านคอรัปชั่นเข้ามาตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ 4. อะไรที่เป็นความสำคัญของบ้านเมือง รัฐบาลต้องปรึกษากับพรรคฝ่ายค้าน นักวิชาการ และภาคประชาชนเพื่อร่วมมือกันทำในสิ่งที่ อะไรที่ไม่ดีก็ทักท้วงกันได้ เรียกว่าทำงานเป็นทวิพรรค ซึ่งในประเทศไทยไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน แต่ถ้าตกลงตามนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทย

"สถานการณ์ตอนนี้มาถึงจุดพลิกผันแล้ว พลิกผันไปสู่อะไร ด้านหนึ่งคือการพลิกผันไปสู่มิคสัญญีกลียุคที่คนไทยปะทะกันและเกิดการล้มตายเป็นเบือหรือเกิดได้คิดว่ามาร่วมมือกันเปลี่ยนแปลงประเทศไทย เพราะการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเกิดขึ้นได้ยาก ประเทศไทยมีความไม่ยุติธรรมโดยพื้นฐานมานานก่อนที่คุณทักษิณจะมาสู่การเมืองมีมาเป็นร้อยๆปีแล้ว อย่าไปคิดสั้นๆเฉพาะส่วน และมันเปลี่ยนแปลงได้ยากเรื่องความไม่เป็นธรรม มันอยู่ในจิตสำนึก เพราะบ้านเมืองไม่เป็นธรรมมานานจนคนขาดจิตสำนึกของความเป็นธรรมและอยู่ในโครงสร้างการปกครองที่รวมศูนย์อำนาจ โครงสร้างความยุติธรรมที่ไม่ยุติธรรม โครงสร้างการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม เรื่องนี้ทำยากนอกจากจะเกิดพลังของพลเมือง ดังนั้นทุกฝ่ายต้องระวังอย่าให้มันพลิกผันไปในทางมิคสัญญีกลียุค ต้องมีความยับยั้งชั่งใจ ต้องมองเห็นและให้มันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่คนไทยจะร่วมมือกันพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า

นพ.ประเวศกล่าวว่าต่างฝ่ายซึ่งมีมวลชนเป็นของตัวเอง และจะไม่หยุดจนกว่าจะได้รับชัยชนะนั้น ต้องปรับสิ่งที่เรียกว่าชนะ เป็นความชนะของประเทศไทยทั้งประเทศไม่ใช่ของพวกใดพวกหนึ่ง เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่ประเทศของความเป็นธรรม การเปลี่ยนแปลงประเทศกับเปลี่ยนแปลงรัฐบาลไม่เหมือนกัน รัฐบาลเปลี่ยนมาเยอะ แต่ประเทศไทยไม่เคยเปลี่ยน ประเทศไทยต้องเปลี่ยนไปสู่ประเทศที่มีความเป็นธรรม ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยความร่วมมือของคนไทยทั้งประเทศ ไม่อย่างนั้นก็จะทะเลาะกันไปเรื่อยๆ ส่วนตัวคงไม่สามารถบอกว่าควรหยุดการชุมนุมได้หรือไม่ แต่เห็นว่าควรมีการพูดคุยกัน เจรจากันเหมือนที่นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ และรองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอไปแล้ว นี่คือโอกาส เพราะถ้าพลาดไปจะนำไปสู่ความรุนแรง และประเทศไทยก็ไม่ได้ดีขึ้น