"พีรพันธุ์"แจงปมแก้ไขรธน.มาตรา 190 อ้างทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติด้านการทำสนธิสัญญาต่างประเทศ
วันที่ 10พ.ย.2556 นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส่งอีเมล์ถึงสื่อมวลชนว่า นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย ในนามของรองประธานคณะกรรมาธิการคนที่สอง ของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช ....(แก้ไขเพิ่มเติมาตรา 190) รัฐสภา กล่าวถึงความจำเป็นในการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 190 ว่ามาตรา 190 ก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติด้านการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศมาก โดยเจ้าหน้าที่ที่ต้องทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศต่างสะท้อนความเห็นว่ามาตราดังกล่าวในรัฐธรรมนูญปี 2550 ทำให้การเจรจาระหว่างประเทศเสียเวลาต้องใช้เวลามาก ก่อนการไปเจรจาต้องเสนอกรอบการเจรจาให้สภาพิจารณา และเมื่อไปเจรจากลับมาแล้ว ต้องกลับมาขออนุมัติจากสภา เพราะเกรงว่าจะขัดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนำมาตราดังกล่าวไปวินิจฉัยเรื่อง MOU เขาพระวิหาร
นายพีรพันธุ์กล่าวว่าตามกฎหมายไทยที่ยึดถือกันมาโดยตลอดนั้นหน้าที่ของฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลนั้นจะเป็นผู้ทำความตกลงระหว่างประเทศ ยกเว้น 3 เรื่องที่ต้องเข้าสภาคือ 1. สัญญาที่มีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย 2.การออกกฎหมายเพื่อดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศ และ3.การออกกฎหมายเพื่อรับรองสถานะหรือการให้สิทธิต่างประเทศในประเทศไทย อย่างไรก็ตามในรัฐธรรมนูญ 2550 ได้เพิ่มประเภทที่ 4 คือการทำสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม อย่างกว้าง หรือมีผลกระทบต่อการลงทุน งบประมาณ อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเมื่อไปสอบถามถึงเหตุจูงใจในการใส่ประเด็นดังกล่าวเข้าไปเพราะต้องการปกป้องการเปิดเสรีการค้าหรือ FTA เท่านั้น แต่ประเด็นคำว่า "ผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคมอย่างกว้างขวาง" ดังกล่าวถูกศาลรัฐธรรมนูญนำมาวินิจฉัยการทำบันทึกความเข้าใจหรือ MOU เรื่องเขาพระวิหาร ทั้งๆ ที่เป็นเพียงแค่บันทึกความเข้าใจเท่านั้น ส่งผลให้การดำเนินการระหว่างทุกเรื่องต้องผ่านสภา รวมถึงส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ซึ่งเท่ากับว่าศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นรัฐบาล เพราะเป็นผู้กำหนดสนธิสัญญาระหว่างประเทศเสียเอง
นายพีรพันธุ์ยังกล่าวด้วยว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มีการแก้ไขโดยคงไว้เรื่องการเจรจาเปิดเสรีการค้าหรือ FTA ที่ให้เรื่องที่มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนจะต้องเข้าสู่การพิจารณาของสภา ขณะเดียวกันทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพลังงานต่างยืนยันว่า ถ้าการทำสนธิสัญญาใดมีผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ งบประมาณ สิ่งแวดล้อม และกระทบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก็จะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาแก้ไขกฎหมายของสภาเช่นกัน
ส่วนข้อเรียกร้องให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอน วิธีการจัดทำหนังสือต่างๆ นั้น นายพีรพันธุ์บอกว่าไม่สามารถทำได้เพราะไปขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการทำสัญญา (อนุสัญญา เวียนนา ปี 1969) แต่ทั้งนี้ในการแก้ไขมาตรา 190 ครั้งนี้ได้มีการออกกฎหมายให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญาได้ รวมทั้งหากมีผลกระทบกับใครก็สามารถที่จะเยียวยาได้ ทั้งนี้การแก้ไขมาตราดังกล่าวในชั้นกรรมาธิการได้มีการหารือกับทุกกระทรวงซึ่งทุกหน่วยงานล้วนเห็นชอบในการแก้ไข





