นักวิชาการระบุ"คำพิพากษาคดีตีความ-สังคมไทยควรรับมืออย่างไร"เเนะให้ใช้สติ ข้ามความขัดแย้ง ชี้สัมพันธ์ไทย-กัมพูชาดี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดเสวนาเชิงวิชาการ หัวข้อ "คำพิพากษาคดีตีความ - สังคมไทยควรรับมืออย่างไร" โดยมีนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ในฐานะตัวแทนฝ่ายไทย ในการดำเนินการทางกฎหมายคดีพระวิหาร นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตส.ว. และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายชุมพร ปัจจุสานนท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ นางพวงทอง ภวัครพันธ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายจุลชีพ ชิณวรรณโณ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา และนายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ผู้สื่อข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องศาลโลกนัดอ่านคำพิพากษา กรณีที่กัมพูชายื่นร้องขอให้ตีความอาณาบริเวณรอบปราสาทพระวิหาร ในวันที่ 11 พ.ย. 2556
นายวีรชัย ได้บรรยายเกี่ยวกับการดำเนินการต่อสู้ทางกฎหมายของฝ่ายไทย ตั้งแต่ปี 2554 ตามลำดับ สิ่งที่ท้าทายตนในขณะนี้ นั่นคือ การที่ศาลโลกไม่ให้เปิดข้อมูลรายละเอียดการสู้คดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนต้องการชี้ให้เห็นว่า กัมพูชาได้กำหนดเส้นสันปันน้ำขึ้นใหม่ ด้วยจินตนาการที่ไม่สามารถถ่ายทอดให้ตรงกับข้อเท็จจริง ที่ระบุในแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนที่กัมพูชาได้ปลอมแปลงขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้ ท่าทีการต่อสู้คดีของไทย ดูเหมือนมุ่งทำลายแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนที่เป็นเอกสารสำคัญที่เป็นประโยชน์กับไทย โดยขอยืนยัน คณะต่อสู้คดีไม่ได้มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนของตัวเอง แต่มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของวิธีการที่กัมพูชานำแผนที่นี้มาอ้างใช้ในการสู้คดีในปัจจุบัน ที่เห็นว่า มีข้อบกพร่องหลายอย่าง
ด้านนายพนัส กล่าวถึงแนวโน้มผลคำตัดสินคดีพระวิหารที่จะมีขึ้นว่า วิเคราะห์ยากมากว่าศาลโลกจะออกมาทางไหน คณะผู้พิพากษา15 ท่านมีพื้นฐานอย่างไร เป็นเรื่องยากมากที่จะเดาว่าศาลโลกจะออกมาทางไหน ซึ่งการที่กัมพูชาได้ยื่นขอตีความครั้งนี้ ขอให้ศาลนำคดีเดิมเส้นเขตแดนที่ศาลตัดสินมาแล้ว ให้นำกลับมาตีความใหม่ ถือว่าไม่สุจริตใจก็ว่าได้ ถ้าศาลบอกว่าพิจารณาโดยถี่ถ้วนแล้ว อยากให้ทุกคนได้ต้องติดตามฟังคำพิพากษาในวันที่ 11 พ.ย. ถ้าออกมาคำพิพากษาออกมาเป็นลบ สังคมไทยจะรับมืออย่างไร และอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าผลคำตัดสินจะออกมาแนวทางดีที่สุด หรือร้ายที่สุด หากผลไม่ถูกใจจะเป็นเรื่องขึ้นอีก สิ่งสำคัญขอให้สังคมไทยตั้งสติ และทำใจเย็นๆ ทั้งนี้ ในการปฏิบัติตามคำตัดสินศาลโลก ไม่ได้มีกรอบเวลา และมีสภาพบังคับให้ทำทันที ยังพอมีเวลาให้ไทยกับกัมพูชาได้เจรจาพูดคุยทำความเข้าใจกัน โดยส่วนนี้ รัฐบาลได้เตรียมการไว้แล้ว ก็เพื่อรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายหลังศาลโลกมีคำตัดสิน ที่จะช่วยยืนยันความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับกัมพูชาไว้
ด้านนายชุมพร กล่าวว่า สนับสนุนที่ไทยได้ไปชี้แจงต่อศาล ก็เพื่อให้ศาลได้รับทราบความคิดเห็นจากไทย โดยเชื่อว่า คำพิพากษาออกมากลาง ๆ จะเป็นสิ่งที่ดีต่อทั้ง 2 ประเทศ เนื่องจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเป็นศาลทางกฏหมายที่ต้องดำรงความสันติวิธีอยู่แล้ว สำหรับคดีพระวิหารส่วนตัวเห็นว่า จะต้องแยกคดีออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ข้อเท็จจริงและข้อกฏหมาย ถ้าศาลออกมาไม่รับฟ้อง จะเป็นผลให้ไทยกับกัมพูชาต้องเจรจากันต่อไป ถ้าศาลออกมาเป็นลบ เราก็ต้องอ่านเหตุผลที่ศาลให้ด้วยความใจเย็น อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่า ที่ผ่านมาคณะต่อสู้คดีพระวิหาร ต่อสู้เต็มที่ไม่มีช่องโหว่ ผมเชื่อว่าความยุติธรรม จะต้องเกิดขึ้น
ขณะที่นายจุลชีพ กล่าวถึงมุมมองของนักรัฐศาสตร์ต่อคดีตีความนี้ ว่า ในเรื่องนี้ มุมมองของนักกฏหมาย อาจจะมองว่าแพ้หรือชนะ แต่ในมุมมองรัฐศาสตร์จะมองที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยที่ไทยกับกัมพูชาต้องก้าวข้ามข้อพิพาท พื้นที่ 4.6 ตร .กม. ไปให้ได้เพื่ออนาคต AEC ร่วมกัน ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ที่ดีของไทยกัมพูชา จะเป็นผลดีกับประชาชน 2 ประเทศ สำหรับตนมองในประเด็นที่ว่าศาลโลกอาจแบ่งพื้นที่กันคนละครึ่งกันเลยดีไหม แต่ต้องมีเหตุผลทางด้านกฏหมายมารองรับได้ อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาจะออกมาอย่างไร สังคมไทยต้องแสดงให้โลกเห็นว่าคนไทยมีสติ และเป็นผู้ใหญ่พอ เป็นการย้ำว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยมุ่งให้เกิดสันติภาพและความมั่นคง ขณะเดียวกันไทย และกัมพูชาเป็นสมาชิกอาเซียน ต้องร่วมมือกันสร้างสันติภาพ และสันติวิถี ให้อาเซียนมีสันติมีความมั่นคงมั่งคั่ง





