วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประเมินคดีพระวิหาร มีลุ้นศาลโลกให้เสมอ

"ทูตวีรชัย"วิเคราะห์ 4 แนวทางศาลโลกตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร โอกาส"ออกเสมอ"มากที่สุด เชื่อศาลยืนยันมีอำนาจตีความคำพิพากษาปี05

หลายหน่วยงานได้ประเมินแนวโน้มคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ในคดีปราสาทพระวิหาร ในวันที่ 11 พ.ย.นี้ว่าจะออกมาได้ 4 แนวทาง แต่ไม่มีใครหรือหน่วยงานใดฟันธงว่าแนวทางไหนมีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด

แต่ล่าสุด นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าทีมกฎหมายสู้คดีปราสาทพระวิหาร ให้สัมภาษณ์พิเศษผู้สื่อข่าวเครือเนชั่น ระบุว่า คำพิพากษาของศาลโลกที่ออกได้ 4 แนวทางนั้น แนวทางที่มีโอกาสความเป็นไปได้มากที่สุด คือแนวทางที่ 4 ได้แก่ศาลโลกยืนยันว่ามีอำนาจวินิจฉัยคดี และตีความคำพิพากษาเมื่อปี 2505 แต่ให้ทั้งไทยและกัมพูชาไปเจรจากันเองในรายละเอียด

นายวีรชัย อธิบายว่า แนวโน้มคำพิพากษา 4 แนวทาง ประกอบด้วย 1.ตัดสินว่าศาลไม่มีอำนาจในการรับตีความ หรือมีอำนาจแต่ไม่ตีความให้ตามที่กัมพูชายื่นคำร้องให้ตีความคำพิพากษาของศาลโลกเมื่อปี 2505 ที่ให้ปราสาทพระวิหารเป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชา โดยประเด็นที่ให้ตีความคือ บริเวณโดยรอบปราสาท (vicinity) มีขอบเขตแค่ไหน และเส้นเขตแดนบนแผนที่อัตราส่วน 1:200,000 ที่กัมพูชาอ้างในคดีเมื่อปี 2505 นั้น มีสถานะเป็นเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาด้านปราสาทพระวิหารหรือไม่

ทั้งนี้ การที่ศาลตัดสินว่าไม่มีอำนาจรับตีความ ไม่ได้หมายความว่าศาลยกฟ้องหรือสั่งจำหน่ายคดีเหมือนกับถ้อยคำที่ใช้กันสำหรับศาลภายในประเทศ

ผลที่จะเกิดขึ้นหากตัดสินตามแนวทางนี้ คือ ทุกอย่างกลับไปอยู่ในสภาพก่อนฟ้อง ศาลไม่มีคำตอบให้ และฝ่ายที่ 3 คือทั้งสองประเทศที่เป็นคู่พิพาทต้องไปคุยกันเอง ซึ่งเป็นกรอบตามกฎหมายระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ดี สาระในคำพิพากษาแนวทางนี้อาจมีบางอย่างเป็นประโยชน์กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ แต่เป็นเหตุผลที่ไม่มีอำนาจหรือสภาพบังคับ และไม่ผูกพันคู่กรณี

2.ตัดสินตามที่กัมพูชาร้องขอ ผลก็คือไทยจะสูญเสียพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารราวๆ 4.6 ถึง 5 ตารางกิโลเมตร แต่การคำนวณพื้นที่จะค่อนข้างยาก เพราะคำร้องก็ไม่ได้ชี้ชัด จึงอาจเป็นไปได้ที่ศาลกำหนดเส้นให้ใหม่ หรือกำหนดขอบเขตบริเวณโดยรอบปราสาทมาให้ ซึ่งอาจจะเป็นเขตแดนหรือไม่ใช่ก็ได้ แนวทางนี้ถือว่าเลวร้ายที่สุดสำหรับไทย

3.ตัดสินตามที่ไทยยื่นหลักฐานคัดค้าน คือศาลชี้ว่าบริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหารเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีของไทย เมื่อปี 2505 ซึ่งเป็นเส้นขอบเขตที่ใกล้เคียงกับที่กัมพูชาเคยขอในคดีเก่า โดยในการสู้คดีครั้งนี้ ทีมกฎหมายจึงยืนยันว่าไทยได้ส่งมอบพื้นที่ให้ไปแล้วตามที่กัมพูชาต้องการ อาจจะมีความแตกต่างจากคำร้องของกัมพูชาเมื่อปี 2505 เล็กน้อย คิดเป็นพื้นที่ราวๆ 0.07 ตารางกิโลเมตร หรือ 43 ไร่เท่านั้น ซึ่งสมเด็จเจ้านโรดมสีหนุเคยตรัสว่าเป็นเรื่องเล็ก

แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นกับศาลว่าจะชี้ออกมาอย่างไร หากให้ยึดเส้นเดิมตามมติ ครม.เมื่อปี 2505 ก็จบ แต่ถ้าเกินกว่านั้น ฝ่ายไทยก็ต้องพิจารณา

4.ตัดสินว่าศาลมีอำนาจตีความ และให้เหตุผลทางกฎหมายหรือเชิงนามธรรมซึ่งไม่เกี่ยวกับพื้นที่พิพาท พร้อมคำอธิบายว่าคำพิพากษาของศาลโลกเมื่อปี 2505 หมายความว่าอย่างไร โดยเฉพาะสถานะของแผนที่ 1:200,000 จากนั้นก็ไปเจรจากันเอง

"ทั้ง 4 แนวทางนี้ผมเรียงตามลำดับความเป็นไปได้ คือแนวทางที่ 1 เป็นไปได้น้อยที่สุด แนวทางที่ 2 เป็นไปได้มากกว่านิดหน่อย แนวทางที่ 3 เป็นไปได้มากกว่าแนวทางที่ 2 และแนวทางที่ 4 เป็นไปได้มากที่สุด ซึ่งแนวทางที่ 4 บางคนเรียกว่าเสมอ ออกกลาง หรือชนะทั้งคู่ แต่การไปเจรจากันต่อต้องอยู่บนฐานที่ศาลอธิบายหรือตีความ"

จับตาอธิบายความหมายเข้าทางฝ่ายไหน

อย่างไรก็ดี นายวีรชัย ยอมรับว่า แม้คำพิพากษาจะออกมาในแนวทางที่ 4 จริงๆ แต่ก็ต้องพิจารณาในรายละเอียดด้วย เพราะอาจมีคำอธิบายของศาลที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายไทยหรือกัมพูชา เช่น เส้นเขตแดนบนแผนที่ 1:200,000 ตามที่กัมพูชาอ้าง เป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาเมื่อปี 2505 ก็จะเป็นผลดีกับฝ่ายกัมพูชา ฉะนั้นแนวทางที่ดีที่สุดของไทย คือ ศาลต้องอธิบายว่าเส้นเขตแดนบนแผนที่ 1:200,000 ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาปี 2505

"จุดนี้ถือเป็นหัวใจและสำคัญที่สุด ซึ่งผมก็ได้บอกกับศาลไปว่ากัมพูชาปลอมแผนที่ เพราะนำ map sheet 3 กับ 4 มาซ้อนกันเป็นแผนที่ใหม่ จากนั้นก็ลงสี แล้วบอกว่าเป็นพื้นที่ของตน ทั้งๆ ที่ในคำร้องเมื่อปี 2505 กัมพูชาต้องการพื้นที่ใกล้เคียงกับที่ไทยเคยให้ไปแล้วตามมติ ครม.เมื่อปี 2505 ขาดไปเพียงเล็กน้อย 0.07 ตารางกิโลเมตร แต่อีก 50 ปีต่อมา กัมพูชากลับมาเอาถึง 4.6 ตารางกิโลเมตร" นายวีรชัย กล่าว

"ประยุทธ์"ลั่นทหารพร้อมรับมือปมพระวิหาร

ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนด้านเขาพระวิหาร ก่อนที่ศาลโลกจะตัดสินคดีปราสาทพระวิหารว่า กำลังพลพร้อมรับสถานการณ์ ในฐานะที่ไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านกันก็ได้พบปะพูดคุยกันต่อเนื่อง โดยเฉพาะกำลังทหารที่อยู่ตลอดแนวชายแดนกว่า 100 กิโลเมตร ทุกจุดมีการติดต่อประสานงานอย่างใกล้ชิด ส่วนคำตัดสินของศาลโลกเป็นคนละเรื่องกัน อยากให้ทุกคนคลายความกังวล

"กองทัพยังคงรักษาอธิปไตยตามแนวชายแดน และกำชับกำลังพลในพื้นที่ให้มีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น พร้อมสร้างความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ โดยเฉพาะกำลังทหารที่เผชิญหน้ากันอยู่ ขณะเดียวกันก็ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ หลักการสำคัญคือทุกคนจะต้องปลอดภัยไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า คาดหวังว่าไม่น่าจะเกิดอะไร เพราะทหารไทยและกัมพูชาพูดคุยกันได้ในทุกระดับ ส่วนรัฐบาล นายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหม กองทัพไทย ก็มีการพูดคุยในทุกระดับเช่นกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต้องพูดคุยกัน เพราะสองประเทศอยู่ติดกัน หนีไปไหนไม่ได้

"ผมไม่ห่วงสถานการณ์อะไร ถ้าเราเตรียมความพร้อมทุกอย่างจะไปห่วงอะไร อย่าเพิ่งไปพูดว่าดีหรือไม่ดี แต่เราจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ที่จะเกิด ตรงนั้นคือคำตอบ เราอย่าเพิ่งไปกังวล และไทยกับกัมพูชาได้ตกลงกันว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นจะพูดคุยกันก่อน ไม่ใช่ว่าศาลตัดสินวันนี้แล้วพรุ่งนี้จะปฏิบัติเลย และทางกัมพูชาก็ระบุว่าไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาอย่างไรก็ต้องพูดคุยกัน"

ติดลำโพงชายแดนสื่อสารทหารกัมพูชา

พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) กล่าวว่า ขอให้ประชาชนสบายใจ ในส่วนของผู้บัญชาการเหล่าทัพไม่ได้เป็นห่วงเรื่องนี้ เพราะได้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ไว้เรียบร้อยแล้ว

ด้าน พ.อ.ธนศักดิ์ มิตรภานนท์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบแนวชายแดนด้านเขาพระวิหาร กล่าวว่า ขณะนี้ได้ติดตั้งลำโพงกระจายเสียงตลอดแนวกว่า 10 จุดเพื่อสื่อสารกับทหารกัมพูชา หากว่ามีเหตุกระทบกระทั่งกันหรือมีเหตุปืนลั่น จะได้ประสานงานแจ้งเป็นภาษากัมพูชาให้ทางฝ่ายกัมพูชาได้รับทราบ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ซึ่งเป็นนโยบายที่ ผบ.ทบ.สั่งมา