ผลสรุปการจัด 108 เวทีเสวนาหาทางออกประเทศ ปชช.แนะปราบทุจริต ลดเหลื่อมล้ำ นักการเมืองควรทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
การดำเนินการจัดเวที "พูดจาหาทางออกประเทศไทย 108 เวที" ซึ่งควบคุมโดยธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ(ปคอป.) ยุทธพร อิสรชัย คณบดีสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) และ สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ซึ่งได้เปิดเวทีอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค.2556 ที่ผ่านมา
ผลการจัดเวทีดังกล่าวซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชาชน 101,683 คนทั่วประเทศ ที่เข้าร่วมกิจกรรมและสามารถสรุปถึงปัญหาหลักของประเทศ ได้ดังนี้
1.ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ความเข้าใจประชาธิปไตยที่ต่างกัน โดยสาเหตุเกิดมาจากการทุจริตคอร์รัปชัน การกระจายอำนาจของรัฐไม่มีประสิทธิภาพ การแบ่งชนชั้น และการมีระบบอุปถัมภ์
2.ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าหรือในเหตุการณ์ปัจจุบัน คือ ปัญหาความเคลือบแคลงใจในหลักนิติธรรม สังคมขาดองค์ความรู้ในการจัดการความขัดแย้งและสันติวิธี การกล่าวอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ทางการเมือง การรัฐประหาร และบทบาทของทหารในการจัดการความขัดแย้ง ซึ่งสาเหตุเกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองและนักการเมือง การใช้อำนาจรัฐไม่เป็นธรรม การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแทรกแซงองค์กรอิสระ และการทำหน้าที่ของศาล
สำหรับข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว คือ ต้องเร่งปราบปรามการทุจริตให้หมดไป เร่งพัฒนาด้านการศึกษา เศรษฐกิจและเทคโนโลยี ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม
ส่วนปัญหาเฉพาะหน้า ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหา คือ คนไทยจะต้องมีความรักความสามัคคี รัฐบาล ฝ่ายค้าน และประชาชนต้องช่วยกันระดมความคิดเห็นเพื่อหาทางออกให้กับประเทศไทย นักการเมืองต้องทำเพื่อส่วนรวมไม่ใช่ส่วนตน และหยุดใช้ความรุนแรงในการตัดสิดปัญหา เช่น หยุดการเคลื่อนไหวปลุกระดมทางการเมือง
ธงทอง จันทรางศุ บอกว่า การจัด 108 เวทีเพื่อให้ประชาชนเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขนั้น แม้เป็นผู้ที่มีความเห็นต่างก็ไม่ใช่อุปสรรคแต่อย่างใด เพราะการนำความเห็นต่างมาพูดคุยกันนั้น จะสามารถหาข้อสรุปได้ ซึ่งปัญหาเฉพาะหน้าตอนนี้คือ ความขัดแย้งทางการเมือง การมาพูดคุยจะทำให้ทุกฝ่ายเกิดความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น
อีกทั้งความคิดเห็นที่ได้จากประชาชนสามารถนำไปเป็นข้อมูลให้กระบวนการสร้างความปรองดองต่างๆ เช่น แนวทางการปฏิรูปการเมืองไทย ที่นายกรัฐมนตรีกำลังดำเนินการอยู่ตอนนี้ เพื่อที่จะได้เข้าใจในสิ่งที่ประชาชนต้องการ





