ผู้ตรวจการแผ่นดินฟัน"คำรณวิทย์"บินพบ"ทักษิณ"ให้ประดับยศ ชี้ทำเสื่อมเสียเกียรติตำรวจ ผิดประมวลจริยธรรม ชง"สตช.-จเรตำรวจ"เอาผิดภายใน 30 วัน
แหล่งข่าวจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังนายจาตุรันต์ บุญเบ็ญจรัตน์ ผู้ช่วยผู้ประสานงานกลุ่มกรีน ในฐานะผู้ร้อง ที่ยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบจริยธรรม กรณี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เกาะฮ่องกง ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติส่งหนังสือไปยัง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) และพล.ต.อ.อมรินทร์ อัครวงษ์ จเรตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้พิจารณาและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และประมวลจริยธรรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)
ทั้งนี้ เนื่องจากได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) พบว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ มีการเดินทางออกนอกประเทศในวันที่ 28 มิ.ย.2555 ด้วยสายการบินเอมิเรตส์ แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ EK0375 และเดินทางกลับในวันที่ 30 มิ.ย. 2555 ด้วยเที่ยวบิน EK 0384
จากหลักฐานดังกล่าว ประกอบกับภาพที่ปรากฏในห้องทำงานของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ซึ่งเป็นภาพที่ พ.ต.ท.ทักษิณประดับยศให้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ หลังได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผบช.น. พร้อมทั้งยังมีข้อความบรรยายใต้ภาพว่า "มีวันนี้เพราะพี่ให้" ลงวันที่ 29 มิ.ย. 2555 ซึ่งอยู่ในช่วงวันเดินทางดังกล่าว
ดังนั้นผู้ตรวจการฯ จึงเห็นว่า ตำแหน่ง ผบช.น.เป็นตำแหน่งที่สำคัญ การที่เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งถือเป็นนักโทษหนีคดี ตามประกาศของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอาจทำให้เกิดข้อครหาในกระบวนการยุติธรรมที่อาจถูกมองว่ามีความไม่เป็นกลางเกิดขึ้น
ผู้ตรวจการฯ จึงเห็นควรว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการร้องเรียนเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยจริยธรรมของผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2552 มาตรา 38 ส่งเรื่องไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บังคับบัญชา ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป โดยให้ระยะเวลา 30 วัน ก่อนจะชี้แจงให้ผู้ตรวจการฯ ทราบต่อไป
นอกจากนี้ผู้ตรวจการฯ ยังได้ทำหนังสือส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวด้วย เนื่องจากสำงานป.ป.ช.มีการร้องขอมา เพราะมีผู้ร้องไปยื่นร้องเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวต่อ ป.ป.ช.เช่นกัน
นายกฯลุยงานบุรีรัมย์-มหาสารคาม
ด้านภารกิจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เช้าวานนี้(14 ก.ค.) ได้เดินทางพร้อมด้วยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม นายพีรพันธุ์ พาลุสุข รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ไปยังท่าอากาศยานบุรีรัมย์ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เพื่อปฏิบัติภารกิจตรวจราชการใน จ.บุรีรัมย์ และมหาสารคาม ระหว่างวันที่ 14-15 ก.ค.นี้
โดยนายกรัฐมนตรีได้ตรวจเยี่ยมศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ชุมชนบ้านลิ่มทอง ต.หนองโบสถ์ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน และพบกับนางสนิท ทิพย์นางรอง ที่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้จากการทำบัญชีครัวเรือน พร้อมทั้งจะใช้กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีเข้ามาเสริมสร้างอาชีพให้กับประชาชน โดยได้ปลูกข้าวจิ๊บข้าวท้องถิ่นที่สร้างรายได้ 6 หมื่นบาทต่อตัน ทั้งนี้ยังได้แจกทุนการศึกษาให้เด็ก 20 ทุนด้วย
หนุนขยายพื้นที่การปลูกข้าวจิ๊บ
นายกรัฐมนตรีได้สอบถามเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมที่เหมาะสมกับพื้นที่ โดยเฉพาะข้าวจิ๊บ และการทำบัญชีครัวเรือน และยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนด้วยการนำทุกๆ นโยบายของรัฐบาลเข้ามาดูแล และต่อยอดเพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้จะได้รับทราบถึงความต้องการที่แท้จริงของชาวบ้านด้วย ขณะเดียวกันยังต้องการสนับสนุนปลูกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ อย่างข้าวจิ๊บด้วย
ทั้งนี้ ขอให้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดของการปลูกข้าวจิ๊บเพื่อที่รัฐบาลจะได้นำไปต่อยอดดำเนินการในจังหวัดอื่นๆต่อไป โดยใช้ จ.บุรีรัมย์เป็นพื้นที่ต้นแบบ และขอให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และกระทรวงเกษตรฯไปศึกษาการแปรรูปข้าวจิ๊บเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังขอให้นำการทำบัญชีครัวเรือนขยายไปใช้ในทุกพื้นที่ เพราะจะเป็นการทำให้รู้วินัยการเงินการคลังในครัวเรือนแล้วยังแก้ปัญหาหนี้นอกระบบด้วย
เปิดโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรรุ่น2
จากนั้น นายกรัฐมนตรีเดินทางไปยัง โรงเรียนบ้านโนนศิลา ต.ถลุงเหล็ก อ.เมือง เพื่อเปิดโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร รุ่น 2 อย่างเป็นทางการ โดยลงนามร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น บริษัทประกันภัย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อขยายสิทธิประโยชน์ของบัตรมากขึ้น ครอบคลุมถึง ผู้ปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง และยางพารา สามารถนำไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มจากเดิมที่ซื้อได้เพียงปัจจัยการผลิตพืชผลทางการเกษตร
นอกจากนี้ยังให้การคุ้มครองด้านการประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และคุ้มครองอุบัติเหตุด้วย และผู้ที่ใช้บัตรรุ่นนี้ หากเป็นเกษตรกรที่อยู่ในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล จะได้ส่วนลดดอกเบี้ยเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ซึ่งบัตรสินเชื่อเกษตรกร รุ่น 2 ตั้งเป้าหมายจ่ายให้ครบ 4 ล้านใบ ภายในปีนี้ และผู้ถือบัตรรุ่นแรกที่มี 2 ล้านใบ ก็จะได้รับการยกระดับให้ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับรุ่น 2 ด้วย
ต่อมานายกรัฐมนตรีเดินทางไปยัง บ้านหัวสะพาน ต.บ้านยาง อ.พุทไธสง เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล และจุดยืนทางยุทธศาสตร์ จ.บุรีรัมย์ ด้านการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไหม และช่วงบ่าย ได้เดินทางไปยัง ต.โคกกลาง อ.ลำปลายมาศ เพื่อตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการบริหารข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ที่นำที่ดินเก่าจำนวน 48 ไร่มาจัดสรรให้ผู้ไม่มีที่ทำกินได้ใช้ประโยชน์ ก่อนที่จะเดินทางไปยัง จ.มหาสารคาม เพื่อฟังการบรรยายสรุปภาพรวมยุทธศาสตร์การพัฒนาเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมโยงการคมนาคมในอาเซียน และเปิดป้าย บึงกุย สะดืออีสาน และพบปะประชาชนที่มาต้อนรับ
"หน้ากากขาวบุรีรัมย์"ชุมนุมไล่นายกฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.บุรีรัมย์ ด้วยว่า มีประชาชนจากหลากหลายสาขาอาชีพ 50 คน พร้อมใจกันสวมใส่หน้ากากขาวเดินทางมารวมตัวกันที่บริเวณข้างคลองละลมโบราณใกล้สวนรมย์บุรี ในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ เพื่อแสดงพลังไม่เห็นด้วยกับการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล และไม่ต้อนรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และคณะ ที่เดินทางมาตรวจราชการในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ พร้อมถือป้ายที่มีข้อความโจมตีรัฐบาล เพื่อให้ผู้คนที่ผ่านไปมาได้เห็น ทราบถึงเจตนารมณ์ที่ออกมาเคลื่อนไหว และเชิญชวนกลุ่มประชาชนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน และไม่เห็นด้วยกับการบริหารประเทศของรัฐบาล ร่วมออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านร่วมกัน
"หน้ากากขาว"โผล่สวนลุมพินี-ตจว.
ส่วนกลุ่ม V for Thailand หรือกลุ่มหน้ากากขาว นัดรวมพลทั่วประเทศ โดยในกรุงเทพฯ นัดหมายที่สวนลุมพินี เวลา 14.00 น. และเริ่มกิจกรรมในเวลา 15.00 น. ทั้งนี้พบว่ามีกลุ่มหน้ากากขาวจำนวนหนึ่งชุมนุมที่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ก่อนจะเดินเท้าไปร่วมชุมนุมที่สวนลุมพินี โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความเรียบร้อยตลอดเส้นทาง
ต่อมาในเวลา 15.00 น. ที่บริเวณสวนลุมพินี กลุ่มหน้ากากขาวประมาณ 3,000 คน ได้ทำพิธีบวงสรวงหน้าลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 ซึ่งมีการกล่าวคำปฏิญาณที่จะถวายชีวิต เพื่อต่อต้านระบอบทักษิณ และรักษาชาติไทยเอาไว้ให้ได้
จากนั้นกลุ่มหน้ากากขาวได้เคลื่อนขบวนมายังลานกิจกรรมภายในสวนลุมพินี เพื่อทำกิจกรรมการระบายความในใจ "ผลงานชิ้นโบดำ" ซึ่งทางกลุ่มได้มีการวางผ้าสีขาวเอาไว้เป็นทางยาวประมาณ 2,000 เมตร เพื่อให้กลุ่มผู้ชุมนุมเขียนระบายความในใจลงบนผ้าขาว
ทั้งนี้ข้อความส่วนใหญ่มุ่งโจมตีการทุจริตคอร์รัปชัน รวมไปถึงนโยบายที่ล้มเหลวของรัฐบาล เช่น โครงการรับจำนำข้าว และการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ต่อมากลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนขบวน ถือป้ายผ้าขาวความยาวกว่า 2,000 เมตร ไปยืนบริเวณฟุตบาท ถนนราชดำริ
ส่วนพื้นต่างจังหวัดก็มีการจัดกิจกรรมรวมพลของกลุ่มหน้ากากขาวในหลายจังหวัด อาทิ อุบลราชธานี พิษณุโลก หนองคาย กระบี่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี นครราชสีมา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เป็นต้น
พท.ปัดส.ส.กดดัน"ยุทธศักดิ์"ไขก๊อก
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวถึงกรณีส.ส.เพื่อไทยบางคนให้ข่าวกดดัน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม ลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากกรณีคลิปเสียง ว่า เมื่อพรรคตรวจสอบพบว่าไม่มี ส.ส.คนใดไปกดดันให้ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ลาออก คลิปเสียงดังกล่าวเกิดจากการทำขึ้นด้วยการตัดต่อ โดยพรรคไม่ได้ติดใจ เพราะคิดว่าคนทำหวังผลการเมือง รวมทั้งผู้นำเหล่าทัพก็ไม่ติดใจ จากนี้คงปล่อยให้จบไป ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยให้กำลังใจ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ทำหน้าที่ต่อไป การทำหน้าที่ยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพรรค
"ช่วงนี้หน้าฝนใครจะจุดฟืนคงไม่ติด พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ควรนำมาขยายผลทางการเมือง นำไปสู่ความขัดแย้ง หวังจะล้มรัฐบาล ทั้งที่ควรปล่อยให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง"





