วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อภิสิทธิ์'เตือนเสนอแก้ใต้ตั้งเขตปกครองพิเศษ

"อภิสิทธิ์"เตือนรัฐดูเจตนานายกฯมาเลเซีย เสนอพื้นที่ใต้เป็นเขตปกครองพิเศษ ย้ำแก้ปัญหาต้องอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเสนอให้พื้นที่ภาคใต้ เป็นเขตปกครองพิเศษว่า นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แสดงความเห็นในลักษณะนี้มาหลายครั้งแล้วตั้งแต่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องดูว่าเจตนาคืออะไร ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับมาเลเซีย แต่การสื่อสารต้องระวัง เพราะเวลาแปลคำพูดออกมาจะมีความละเอียดอ่อน มีความเข้าใจต่างกันไป ที่ผ่านมาตนเคยพูดเกี่ยวกับหลักการกระจายอำนาจกับนายกฯมาเลเซียมาแล้วว่า ประเทศไทยพยายามทำอยู่ แต่พอแปลเป็นภาษาอังกฤษ จะใช้คำว่าปกครองตนเอง เป็นอิสระ ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด ส่วนที่พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ตอบรับข้อเสนอของนายกฯมาเลเซียนั้น ตนคิดว่าหากอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญก็ไม่มีปัญหา เพราะการกระจายอำนาจต้องทำเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว โดยพรรคประชาธิปัตย์กำลังเตรียมเรื่องการโอนอำนาจผวจ.ให้กับอบจ.มากขึ้น ซึ่งอาจจะรวมไปถึง 3 จังหวัดด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ผ่านมามีการยกกรณีอาเจะห์มาเป็นโมเดล จะขัดกับกรอบรัฐธรรมนูญของไทยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในแต่ละพื้นที่มีเงื่อนไขต่างกัน จึงต้องระมัดระวัง ตนพบชาวต่างประเทศหลายกลุ่มที่ห่วงใยเรื่องนี้ คนที่ติดตามก็เข้าใจว่าเงื่อนไขของภาคใต้ไม่เหมือนกับที่อื่น เพราะกลุ่มที่ก่อความรุนแรงไม่เปิดเผยตัวตน และไม่แสดงความรับผิดชอบ แต่กลับมีอีกกลุ่มมาพูดคุย และยอมรับด้วยว่าไม่สามารถควบคุมสภาพความรุนแรงในพื้นที่ได้ อย่างไรก็ตามมาเลเซียเคยมีบทบาทในกรณีอื่นมาก่อน จึงพยายามสื่อสารให้เห็นว่าต้องการช่วยเหลือ สำหรับรัฐบาลไทยก็ต้องเดินตามกรอบที่เขียนไว้ในการแสดงเจตนาที่จะพูดคุยว่าต้องอยู่ใต้กรอบรัฐธรรมนูญไทย ดังนั้นทั้ง 5 ข้อที่บีอาร์เอ็นเสนอเป็นเรื่องที่รับไม่ได้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการเปลี่ยนความรับผิดชอบเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเคยมาพบตนที่สภา ตนก็บอกไปแล้วว่าการจะพูดคุยต่อโดยไม่มีความชัดเจนว่าจะช่วยลดความรุนแรงในพื้นที่ระหว่างการพูดคุยหรือไม่พูดให้ชัดว่ามีอะไรที่พูดคุยกันได้ และวิธีปฏิบัติจะเป็นอย่างไรก็จะทำให้การพูดคุยไม่ได้สร้างประโยชน์ ตรงกันข้ามจะเพิ่มความรุนแรงในพื้นที่ จึงต้องปรับให้เกิดความเหมาะสม ไม่ใช่ใช้วิธีทดลองนโยบายไปเรื่อย ๆ เพราะจะทดลองบนความสูญเสียที่เกิดขึ้นรายวัน และการที่ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่าหากคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็นไม่ได้ผลอาจเปลี่ยนกลุ่มพูดคุยนั้น ต้องยึดหลักว่าการพูดคุยต่อต้องมีกรอบที่ชัดเจน ไม่ใช่หลับหูหลับตาว่าเกิดอะไรในพื้นที่ก็ได้ หรืออีกฝ่ายไปพูดอะไรก็ได้ ทำอย่างนี้ไม่ได้ จึงต้องมีกรอบและเงื่อนไข แต่คงรีบพูดว่าจะยุติการพูดคุยไม่ได้ เนื่องจากอาจทำให้เกิดการกดดัน แต่ต้องแสดงเจตนาว่าต้องพูดคุยกันบนพื้นฐานความจริงใจที่จะนำไปสู่ความสงบ ดังนั้นการไปพูดคุยในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ ก็ต้องพูดให้ชัดว่าจะพูดคุยอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีความก้าวหน้าในการนำไปสู่ความสงบไม่ได้

ส่วนปัญหาที่ว่าพล.ท.ภราดร อยู่ในภาวะที่ไม่มั่นคงในตำแหน่ง เพราะอาจต้องคืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติให้นายถวิล เปลี่ยนศรี นั้น ตนคิดว่าความสำคัญน่าจะอยู่ที่นโยบายว่าจะดำเนินการอย่างไร และปัญหาที่แท้จริงคือนายกฯพยายามหลีกเลี่ยงพูดปัญหาภาคใต้ โดยในการประชุมจะอ้างเฉพาะเรื่องการพัฒนา ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำกันมานานแล้ว และไม่ใช่เรื่องที่ต้องตัดสินใจในเชิงนโยบาย แต่การตัดสินใจเชิงนโยบายอยู่ที่การพูดคุย และการลอยตัวของนายกฯกระทบกับการแก้ปัญหาในพื้นที่มาระยะหนึ่งแล้ว เพราะไม่มีความชัดเจนทำให้ไม่มีความเป็นเอกภาพ อีกทั้งยังมีความเปลี่ยนแปลงตัวผู้รับผิดชอบตลอดเวลา นายกฯจึงควรลงมาดูเอง