ปชป.จัดประชุมใหญ่ประจำปี ปรับสู้เลือกตั้งใหญ่สมัยหน้า"อภิสิทธิ์"สั่งอดีตรมต.งัดเงินกู้ "มิยาซาวา-ไทยเข้มแข็ง"โต้รัฐบาล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) จัดงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี เพื่อรับรองรายงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2556 รายงานงบดุลการเงินประจำปีของพรรค รวมถึงรายงานการดำเนินการตามนโยบายต่าง ๆ ของพรรค และร่วมพิจารณาแผนการใช้เงินงบประมาณในแผนงานของปี 2557 ตามแผนยุทธศาสตร์ 4 ปี โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค คณะผู้บริหารพรรค ส.ส. ส.ก. ส.ข. ประธานสาขาพรรค และสมาชิกพรรคร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงกว่าห้าร้อยคน
ทั้งนี้ ระหว่างการประชุมวาระที่ 5 เรื่องพิจารณาแผนการใช้เงิน และแผนการดำเนินงานประจำปี 2557 ตามแผนยุทธศาสตร์ 4 ปี นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พิษณุโลก ในฐานะรองหัวหน้าพรรค ได้เสนอต่อที่ประชุมพรรคว่า ขอให้สมาชิกพรรคได้ติดตามสถานีโทรทัศน์บลูสกาย ชาแนล ที่พรรคไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่ก็มีคนของพรรคไปออกรายการทางสถานีโทรทัศน์นี้จำนวนมาก และให้ติดตามข่าวสารต่าง ๆ เพื่อทำการพูดคุยกับประชาชน รวมทั้งขอให้สาขาพรรคเร่งทำการเพิ่มแฟนคลับของพรรคและขอให้สาขาพรรคเร่งจัดหาอีเมล์ของประชาชนเพื่อจะได้ใช้เผยแพร่ข่าวสารได้ง่ายมากขึ้น หากสาขาใดทำได้ตามเป้าหมายก็จะต้องมีการมอบรางวัลให้ตามความเหมาะสม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์นี้รัฐบาลจะมีการพิจารณาเรื่องกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมณูญจะมีการประชุมในสัปดาห์ถัดไป พรรคจึงต้องมีการเตรียมตัวที่จะตอบโต้ หากพาดพิงเรื่องการกู้เงินในสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล โดยขอให้อดีตรัฐมนตรีทุกคนในรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ที่ผ่านมาสมัยเงินกู้มิยาซาวาในสมัยรัฐบาลนายชวน และไทยเข้มแข็งนำข้อมูลมาเตรียมไว้ให้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานวิปฝ่ายค้านในวันอังคารนี้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า หน้าที่หลักในประวัติศาสตร์ของพรรค เมื่อประเทศใดอยู่ในภาวะวิกฤติประชาธิปัตย์จะเข้าไปคลี่คลาย แต่ไม่ทราบว่า 1-2 เดือนข้างหน้า จะเกิดอะไรขึ้นทางการเมือง แต่พรรคต้องแสดงหาทางเลือกให้เป็นประโยชน์อย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง ซึ่งพรรคตั้งใจจะทำพิมพ์เขียวประเทศไทย เห็นว่าอุดมการณ์ของพรรคตั้งแต่ปีพ.ศ. 2489 ยังเป็นอุดมการณ์ที่ทันสมัย ใช้ได้ถึงปัจจุบัน ซึ่งคนและกติกาของบ้านเมืองยังเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด ขณะนี้ ถึงเวลาที่พรรคต้องเหมือนกับหลายประเทศ ที่มีองค์กรที่เป็นอิสระทางวิชาการ และมีการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากพรรคการเมือง โดยในปี 2563 ประเทศไทยสามารถมีรถไฟความเร็วสูงได้ โดยไม่ต้องกู้เงิน โดย 1 ปีที่ผ่านมาได้กลั่นกรองสถานะการเงินของประเทศ และได้ข้อสรุปว่า 3 ปัจจัยที่ประเทศไทยจะยืนในโลกได้คือ 1.ขีดความสามารถของคนในการเรียนรู้ 2.ความเชื่อมั่น มีการพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจ และ3.การแก้ปัญหาคอร์รัปชันในระบบบริหาร การเมือง การปกครอง





