เปิดศึกซักฟอกรัฐบาลอนุทิน ส่องแนวรบเครือข่าย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ท้าชนพรรคภูมิใจไทย ชิงแต้มฟื้นเรตติ้งพรรคอนุรักษ์
KEY POINTS
- พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน เพื่อทวงคืนบทบาทฝ่ายค้านและฟื้นคะแนนนิยมในกลุ่มอนุรักษนิยม
- ขุนพลหลักพรรคสีฟ้า ล้วนอยู่ในสายหัวหน้าอภิสิทธิ์ ปักธงชำแหละ 4 ประเด็นใหญ่ การทุจริต, ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ, การรับมือวิกฤต และปัญหาจริยธรรม
- ยุทธศาสตร์สองแนวรบ การอภิปรายในสภาโดยใช้ข้อมูลหลักฐาน ควบคู่การตรวจสอบนอกสภาวางแนวรบเลือดสีฟ้าผ่าน "ศิริโชค โสภา" คนสนิท "อภิสิทธิ์" เพื่อสร้างแรงกดดันเปิดแผลระบอบสีน้ำเงิน
- "ศิริโชค" เน้นตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลที่เชื่อมโยงกับ สส. พรรคภูมิใจไทย เพื่อส่งต่อข้อมูลให้ฝ่ายค้านใช้ในศึกซักฟอก 7-11 ธ.ค. นี้
ดีเดย์เปิดศึกซักฟอก 1 นายกรัฐมนตรีและ17 รัฐมนตรีเป็นห้วงวันที่ 7-10 ธ.ค. 2569 และลงมติไม่ไว้วางใจในวันที่ 11 ธ.ค. 2569 แบ่งกรอบเวลารวม 72 ชั่วโมง ฝ่ายค้าน 51 ชั่วโมง รัฐบาล 17 ชั่วโมง ประธานที่ประชุม 4 ชั่วโมง
พรรคร่วมฝ่ายค้าน ล่าชื่อ 145 สส.เปิดยุทธการชำแหละ “ระบอบสีน้ำเงิน” กินรวบประเทศไทย ถล่มข้อกล่าวหาใหญ่ เพื่อทำลายความชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล
อย่างไรก็ตาม คอการเมืองไม่เพียงจับจ้องการตรวจสอบของ พรรคประชาชน (ปชน.) เท่านั้น แต่ยังคาดหวังการกลับมาทำหน้าที่ฝ่ายค้านมืออาชีพ ในโลโก้ “พรรคประชาธิปัตย์” (ปชป.) ภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค อดีตนายกฯ และอดีตผู้นำฝ่ายค้านในในสภาฯ หลายสมัย
เพราะในอดีต “พรรคสีฟ้า” เคยมีบทบาทประสบการณ์สร้างผลงานในตรวจสอบรัฐบาลไทยรักไทย รัฐบาลพรรคพลังประชาชน รัฐบาลพรรคเพื่อไทย มาโดยตลอด ทำให้ศึกซักฟอกรอบนี้เมื่ออยู่ระหว่างฟื้นฟูพรรคให้กลับมาเป็นพรรคกระแสในปีกอนุรักษนิยมเหมือนในอดีต
การทำการเมืองภายใต้การนำของหัวหน้ามาร์ค ยังคงยึดรูปแบบการเมืองสไตล์พรรคสีฟ้า เน้นการเมืองสุจริต ทำให้การวางบทบาทพรรค จึงต้องยืนอยู่ตรงข้ามกับพรรคภูมิใจไทยที่เป็นพรรคเบอร์หนึ่งในปีกอนุรักษนิยมเวลานี้
สำหรับไฮไลต์ของการเปิดประเด็นซักฟอกของคีย์แมนของพรรคประชาธิปัตย์ วางประเด็นหลักในการซักฟอกไว้ 4 กลุ่ม
1. การทุจริตและการใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ กล่าวหาเกี่ยวกับการเลือก สว. การทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น การใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ทางการเมือง
ประเด็นนี้ คาดว่า “อภิสิทธิ์” - “ชวน หลีกภัย” - “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย“ คีย์แมนเลือดสีฟ้าขนานแท้จะขึ้นนำชำแหละรัฐบาลสีน้ำเงิน
2. ความล้มเหลวในการบริหารประเทศและแก้ปัญหาปากท้อง วิกฤตพลังงาน โดยพรรคจะวาง “กรณ์ จาติกวณิช” เตรียมข้อมูลด้านเศรษฐกิจเพื่อสอนมวยและตรวจสอบทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล
3. การรับมือวิกฤตและภัยพิบัติ ขุนพลพรรคสีฟ้าจะดิสเครดิตรัฐบาลถึงมาตรการที่เหมาะสมและแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่
4. จริยธรรมและธรรมาภิบาลของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประเด็นนี้ เบิกร่องตั้งแต่กลางเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา นำโดย นำโดย “กรณ์ จาติกวณิช” และ “การดี เลียวไพโรจน์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขุนพลมือเศรษฐกิจของพรรค ผ่านคีย์เวิร์ดเสียดสีอย่างดุเดือดกล่าวหา รัฐบาลอนุทิน 3 คำ “โง่–ห่วย–เลว”
โง่ สะท้อนถึงความสามารถของผู้บริหารประเทศ วิสัยทัศน์ การตัดสินใจ และความสามารถในการบริหารงานของรัฐบาล
ห่วย สะท้อนถึงความล้มเหลวในการบริหารและรับมือวิกฤต การจัดการภัยพิบัติ และการบริหารสถานการณ์ต่าง ๆ
เลว ตอกย้ำจริยธรรมและธรรมาภิบาล การใช้อำนาจ และความเหมาะสมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ที่สำคัญไม่เพียง คีย์แมนพรรคสีฟ้าจะเปิดเกมรบผ่าน ขุนพลและ สส.ในเวทีฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น ทว่าการปลุกเร้ากระแสตรวจสอบรัฐบาล ยังทำหน้าที่ควบคู่กับขุนพลในสภาฯ
โดยเฉพาะเกมรบนอกสภา พรรคประชาธิปัตย์ โดยใช้หัวหอกอดีตผู้ดำเนินรายการ “สายล่อฟ้า” ทางบลูสกายแชนแนล อย่าง “ศิริโชค โสภา” อดีต สส.สงขลา 4 สมัย เจ้าของฉายา “วอลล์เปเปอร์” นักการเมืองคนสนิทของ “อภิสิทธิ์”
ล่าสุด “ศิริโชค” คัมแบ็คกลับมาทำงานการเมืองกับพรรคสีฟ้าอีกครั้งโดยลงสมัคร สส.สงขลา เขต 7 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง เข้าอันดับ 3 กวาดไป 19,025 คะแนน ขณะที่ ผู้ชนะเลือกตั้งคือ ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ จากพรรคภูมิใจไทย
“ศิริโชค” เคยมีผลงานโดดเด่ยเมื่อครั้งซักฟอกรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร สมัยที่2 โดยชำแหละประเด็นการทุจริตการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด CTX ในสนามบินสุวรรณภูมิ อีกทั้งสื่อมวลชน เคยยกให้เป็นดาวเด่นประจำสภาผู้แทนราษฎร เมื่อปี 2544 และได้รับเลือกเป็น สส.ที่โดดเด่นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทักษิณ เมื่อปี 2545
แม้ครานั้นพรรคประชาธิปัตย์จะไม่สามารถซักฟอก “ทักษิณ” ได้โดยตรงก็ตาม เพราะเสียง สส.ไม่ถึงเกณฑ์ แต่ก็สร้างแรงสะเทือนถึงความชอบธรรมของรัฐบาลไทยรักไทยในขณะนั้นได้
ศึกซักฟอกรัฐบาลอนุทิน ครั้งนี้ “ศิริโชค” ขุนพลข้างกาย “อภิสิทธิ์” ปลุกกระแสสีฟ้า เดินเกมนอกสภาฯ ตรวจสอบเส้นทางการเงินการลงทุนที่อาจเชื่อมโยงเครือข่ายคริปโตระดับโลกของ “ไท่ หยาง จาง” สามีของ ไอเดียร์ “สุชาดา ซาง แทนทรัพย์” สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย โดยส่งต่อ 3 ลายแทงสำคัญให้ “รังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนของสภาผู้แทนราษฎร ไว้ตรวจสอบและใช้ในศึกซักฟอก
ขณะเดียวกัน “นักรบวอลล์เปเปอร์สีฟ้า” ยังตั้งข้อสังเกตช่วงเวลาที่มีการถือหุ้นและความเกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของ “ไอเดียร์” โดยตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงยังมีข้อสงสัยที่มาของของเงินบริจาค 150,000 บาทแก่พรรคภูมิใจไทย
ขณะที่ ขุนพลแอร์วอร์นอกสภาอดีตดรีมทีม “อภิสิทธิ์” อย่าง “เดอะคึก“ เทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช และอดีตโฆษกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังทำหน้าที่เป็นนักวิจารณ์การเมืองผ่านโซเชียลมีเดียและจอแก้ว ยังวิพากษ์การทำหน้าที่ของพรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องใช้สถานการณ์นี้เพื่อรักษาความเป็นมาตรฐานฝ่ายค้านมืออาชีพ
เมื่อกางแนวรบศึกซักฟอกระบอบสีน้ำเงิน หัวหมู่ คีย์แมนพรรคประชาธิปัตย์วางเกมตรวจสอบรัฐบาลอนุทิน จะเห็นภาพฉากทัศน์ 2 ทาง คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา โดยใช้ข้อมูลและหลักฐานเป็นตัวนำ และการตรวจสอบนอกสภาผ่านบุคคลที่มีประสบการณ์ทางการเมืองอย่าง “ศิริโชค” เป็นตัวนำเพื่อกดดันนวดเปิดแผลรัฐบาลในประเด็นธรรมาภิบาลและความโปร่งใส
เวทีซักฟอก 7-10 ธ.ค. 4 วันรวดชำแหละ 18 รัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ จำเป็นอย่างยิ่งต้องใช้เวทีนี้พิสูจน์ฝีมือฝ่ายค้านอาชีพอีกครั้งหลังการกลับมาทำหน้าที่ซักฟอกในรอบ 10 ปี โดยนับจาก “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ที่ขุนพลสีฟ้าเคยทิ้งผลงานผ่านการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว
ที่สำคัญ “หัวหน้ามาร์ค” จะต้องช่วงชิงซีนนำ “ฝ่ายค้าน” อย่างพรรคประชาชนในสภา โดยเดิมพันศรัทธากู้เรตติ้งพรรคสีฟ้าให้กลับคืนมา





