วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตั้งการ์ดสกัด'แก๊งสแกมเมอร์' คืนชีพ ย้ายฐานปักหลัก'โซนชั้นใน'ประเทศเพื่อนบ้าน

ศบค.ชด. เตรียมหาแนวทางปราบปราม"แก๊งสแกมเมอร์"ย้ายฐานปักหลักโซนชั้นในประเทศเพื่อนบ้าน รายงาน IISS ชี้ กัมพูชา-เมียนมา-สปป.ลาว ศูนย์กลางอาชญากรรมภูมิภาค

KEY POINTS

  • รายงานสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ (IISS)ระบุ พื้นที่กัมพูชา เมียนมา และ สปป.ลาว ศูนย์กลางอาชญากรรมในภูมิภาค
  • การควบคุมชายแดนที่หละหลวม ความเชื่อมโยงการค้า.การเดินทางระหว่างประเทศ เปิดช่องให้ขบวนการปรับเปลี่ยนฐานปฏิบัติการได้อย่างต่อเนื่อง
  • ศบค.ชด.จะมีการพิจารณายกระดับมาตรการควบคุมชายแดนให้เข้มข้นขึ้น ทั้งการควบคุมสิ่งของและการสกัดกั้นการลักลอบนำบุคคลข้ามแดน
  • ทูตจีน เข้าพบ เลขา สมช. สร้างความร่วมมือเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติและชาวจีน ให้เดินทางจากไทยไปยังพื้นที่ชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน

วันที่ 30 ต.ค.นี้ พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะประธานศูนย์บูรณาการความมั่นคงชายแดน (ศบค.ชด.) เตรียมประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าการปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ 

โดยเฉพาะขบวนการ สแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ ซึ่งกลายเป็นภัยคุกคามสำคัญตามแนวชายแดนไทย แม้ที่ผ่านมา จะมีการกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติครั้งใหญ่ ทั้งการทำลายฐานปฏิบัติการและส่งตัวชาวต่างชาติกลับประเทศต้นทาง 

ทว่าสถานการณ์ที่ปรากฏกลับสะท้อนว่า ปัญหายังไม่ยุติลงอย่างแท้จริง เมื่อเครือข่ายเหล่านี้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงาน เคลื่อนย้ายคนและอุปกรณ์หลบหนีจากพื้นที่ชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศเพื่อนบ้าน

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ (IISS) เรื่อง “ภัยคุกคามระดับโลกไร้พรมแดน: ศูนย์กลางอาชญากรรมและความมั่นคงระดับภูมิภาคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ซึ่งจัดทำตามคำร้องขอของสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ABC) 

โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาศูนย์กลางอาชญากรรมในภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่กัมพูชา เมียนมา และ สปป.ลาว ซึ่งมีพรมแดนเชื่อมโยงกับประเทศไทย เครือข่ายเหล่านี้เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การฉ้อโกงออนไลน์ อาชญากรรมทางไซเบอร์ การค้ามนุษย์ การผลิตสินค้าปลอม ไปจนถึงการฟอกเงิน

โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการควบคุมชายแดนที่หละหลวม ตลอดจนความเชื่อมโยงทางการค้าและการเดินทางระหว่างประเทศ ซึ่งเปิดช่องให้ขบวนการผิดกฎหมายเคลื่อนไหวและปรับเปลี่ยนฐานปฏิบัติการได้อย่างต่อเนื่อง

พล.อ.ณัฐพล เพราแก้ว เสนาธิการทหาร ระบุว่า การประชุม ศบค.ชด.จะมีการพิจารณายกระดับมาตรการควบคุมชายแดนให้เข้มข้นขึ้น ทั้งการควบคุมสิ่งของและการสกัดกั้นการลักลอบนำบุคคลข้ามแดน โดยในส่วนของสินค้า มีพระราชกำหนดควบคุมสินค้าชายแดน พ.ศ. 2524 เป็นเครื่องมือในการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ปัจจุบันมีสินค้าควบคุมมากกว่า 70 รายการ ครอบคลุมสารเคมี สารตั้งต้น และซิมโทรศัพท์ ซึ่งอาจถูกนำไปใช้สนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย

ส่วนการลักลอบนำคนข้ามแดน จะเน้นให้ศูนย์สั่งการตามแนวชายแดนเพิ่มความเข้มงวดในการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และคัดกรองบุคคล โดยจะหารือรายละเอียดของมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้การทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เสนาธิการทหาร ยอมรับว่า แม้จะมีการกวาดล้างอย่างต่อเนื่อง แต่เครือข่ายอาชญากรรมบางส่วนได้เคลื่อนย้ายเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศเพื่อนบ้านแล้ว การแก้ปัญหาจึงไม่อาจอาศัยเพียงการสกัดกั้นตามแนวชายแดน แต่ต้องบูรณาการการทำงานของเจ้าหน้าที่ไทยและประสานความร่วมมือกับต่างประเทศควบคู่กันไป

สำหรับกรณีนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ถูกหลอกหรือถูกส่งต่อผ่านประเทศไทยไปยังพื้นที่ชายแดนเมียนมา ก็เป็นอีกประเด็นที่ฝ่ายความมั่นคงให้ความสำคัญ โดยยอมรับว่ายังมีกรณีบุคคลเล็ดลอดผ่านระบบคัดกรอง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานตำรวจที่มีภารกิจรับผิดชอบโดยตรง

โดยก่อนหน้านี้ "จาง เจี้ยนเว่ย" เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้เข้าพบ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านความมั่นคง โดยเฉพาะแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือในการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมทางไซเบอร์

ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงกรณีการหลอกลวงชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ให้เดินทางจากประเทศไทยต่อไปยังพื้นที่ชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเห็นตรงกันว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน

หากเจาะลึกสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา โดยเฉพาะพื้นที่ จ.ตาก ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองกำลังนเรศวร จะพบว่า แม้ก่อนหน้านี้จะมีปฏิบัติการทำลายอาคารที่ใช้เป็นฐานอาชญากรรมข้ามชาติในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษชเวโก๊กโก่และเคเคปาร์ค พร้อมส่งชาวต่างชาติจำนวนมากกลับประเทศต้นทาง แต่เครือข่ายดังกล่าวยังไม่ได้หมดไปจากพื้นที่

ข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงยังพบความเคลื่อนไหวของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง ทั้งผู้ที่สมัครใจเดินทางมาและผู้ที่อาจถูกหลอกลวง โดยในช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา สามารถสกัดกั้นชาวจีนที่เตรียมถูกส่งข้ามแดนได้อย่างน้อย 6 ราย

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การทำลายอาคารหรือฐานปฏิบัติการเพียงบางแห่ง ไม่ได้หมายความว่าเครือข่ายอาชญากรรมจะสิ้นสภาพลงทั้งหมด เพราะกลุ่มเหล่านี้สามารถเคลื่อนย้ายบุคลากร อุปกรณ์ และกิจกรรมไปยังพื้นที่อื่น เพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุมและรักษาผลประโยชน์ของเครือข่าย

ขณะที่ชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ยิ่งมีความซับซ้อนจากเหตุปะทะทางทหาร 2 ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ทหารไทยเข้าควบคุมพื้นที่หลายแห่งที่เคยถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงพื้นที่ที่มีการกล่าวถึงความเชื่อมโยงกับการใช้เป็นฐานทางทหารโจมตีประเทศไทย

พ.ท.คญากร โชติพนัส ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 25 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่โอร์เสม็ด ซึ่งอยู่ห่างจากจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ประมาณ 500 เมตร เปิดเผยว่า

"กลุ่มที่เกี่ยวข้องได้ทยอยขนย้ายอุปกรณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ พร้อมอพยพคนประมาณ 10,000 คน โดยใช้รถลำเลียงมากกว่า 100 คัน เคลื่อนย้ายเข้าสู่พื้นที่ตอนในของกัมพูชา"

นอกจากพื้นที่โอร์เสม็ดแล้ว ยังมีความเคลื่อนไหวในพื้นที่อื่นตามแนวชายแดน เช่น ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี และปอยเปต ซึ่งอยู่ตรงข้าม จ.สระแก้ว

ส่วนพื้นที่ทมอดา ซึ่งอยู่ติดกับ จ.ตราด มีรายงานการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์และบุคคลประมาณ 2,000-3,000 คน ไปยัง จ.ไพริน ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดน จ.จันทบุรี เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

ภาพรวมดังกล่าวทำให้เกิดข้อสังเกตว่า การกวาดล้างหรือการสูญเสียพื้นที่ปฏิบัติการตามแนวชายแดน อาจผลักดันให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำงาน มากกว่าจะทำให้กิจกรรมผิดกฎหมายยุติลงโดยสิ้นเชิง

แม้รัฐบาลกัมพูชาและเมียนมาจะประกาศเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติครั้งใหญ่ ภายหลังเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติ แต่การแก้ปัญหายังคงมีข้อจำกัด ทั้งจากความซับซ้อนของเครือข่าย ผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง และความสามารถในการเคลื่อนย้ายฐานปฏิบัติการข้ามพื้นที่

อีกปัจจัยที่ไม่อาจมองข้าม คือภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและข้อจำกัดด้านโอกาสทางอาชีพในบางพื้นที่ ซึ่งอาจเอื้อให้กิจกรรมผิดกฎหมายยังคงดำรงอยู่ โดยอาศัยผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับบุคคลหรือกลุ่มต่าง ๆ ในพื้นที่

โจทย์สำคัญของฝ่ายความมั่นคงไทยจึงไม่ได้อยู่เพียงการสกัดกั้นคนหรือสิ่งของตามแนวชายแดน แต่ต้องติดตามเส้นทางการเงิน เครือข่ายนายหน้า ผู้จัดหาคน และช่องทางลำเลียงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมประสานความร่วมมือกับประเทศต้นทางและประเทศปลายทางอย่างจริงจัง

เพราะตราบใดที่เครือข่ายยังสามารถเคลื่อนย้ายคน เงิน และอุปกรณ์ได้ การกวาดล้างฐานปฏิบัติการแห่งหนึ่งก็อาจเป็นเพียงการผลักปัญหาให้ย้ายไปอยู่อีกแห่งหนึ่งเท่านั้น

การประชุม ศบค.ชด. วันที่ 30 ต.ค.นี้ จึงเป็นอีกบททดสอบของฝ่ายความมั่นคงไทย ว่าจะยกระดับจากการไล่สกัดตามแนวชายแดน ไปสู่การตัดวงจรเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติได้จริงหรือไม่ ก่อนที่ภัยสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์จะยิ่งฝังรากลึกในภูมิภาค และย้อนกลับมาสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงของไทยอย่างต่อเนื่อง