วันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม 2569

Login
Login

90% ต้านริบ ‘ภาษีบาป’ ‘ภูมิใจไทย’ งัด ‘สตง.’ บีบ ‘ตระกูล ส.’

"ภูมิใจไทย" อาศัย "สตง." ตรวจสอบ ข้อครหาของ "ไทยพีบีเอส" ทำให้แรงต้าน แก้กม. เพื่อริบภาษีบาป จาก กองทุนตระกูลส. ลดลง

KEY POINTS

  • ประชาชนกว่า 90% ที่ร่วมแสดงความคิดเห็น ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทย ที่จะเปลี่ยนแหล่งเงินทุนของ สสส. และองค์กรอื่น ๆ จาก "ภาษีบาป" ไปใช้งบประมาณแผ่นดิน
  • พรรคภูมิใจไทยใช้ผลการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยเฉพาะประเด็นการใช้จ่ายงบประมาณของไทยพีบีเอส เป็นเครื่องมือในการผลักดันการแก้ไขกฎหมายและกดดันองค์กรตระกูล "ส"
  • สาเหตุหลักที่ประชาชนคัดค้านคือความกังวลว่าการเปลี่ยนไปใช้งบประมาณแผ่นดินจะเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำงานและกระทบต่อความเป็นอิสระขององค์กร

สภาฯ ปิดรับฟังความคิดเห็น ต่อ 4 ร่างกฎหมาย ที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล“ กับ "พรรคภูมิใจไทย” เสนอเปลี่ยนแปลงที่มาของแหล่งรายได้ จาก “ภาษีบาป” ไปเป็น “เงินตามกฎหมายงบประมาณ” แล้ว หลังเปิดรับฟังความเห็นครบ 15 วัน นับตั้งแต่ 30 กันยายน

ภาพรวมโดยสรุป เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม เวลา 16.00 น. คนที่เข้าไปแสดงความคิดเห็น เกิน 90% ไม่เห็นด้วยต่อเนื้อหาที่เสนอแก้ไข โดย ร่างแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. มีผู้แสดงความเห็น 69,918 คน จากผู้ที่เข้าไปอ่าน 106,274 ครั้ง โดยส่วนใหญ่ 94.21% ไม่เห็นด้วย ขณะที่ 5.79% เห็นด้วย

ร่างพ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย มีผู้แสดงความเห็น 9,474 คน จากผู้ที่เข้าไปอ่าน 19,043 ครั้ง โดยส่วนใหญ่ 90.14% ไม่เห็นด้วย ขณะที่ 9.86% เห็นด้วย

ร่างพ.ร.บ.ผู้สูงอายุ มีผู้แสดงความเห็น 11,200 คน จากที่เข้าไปอ่าน 23,198 ครั้ง โดย 92.54% ไม่เห็นด้วย ส่วนอีก 7.46% เห็นด้วย

ยกเว้น ร่างพ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ไทยพีบีเอส ที่พบว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยต่ำที่สุด คือ 76.73% จากยอดผู้ที่แสดงความเห็น 96,022 คน ขณะที่ยอดผู้ที่เข้าไปอ่าน 228,380 ครั้ง ขณะที่เสียงเห็นด้วยต่อการแก้ไข มี 23.27%

90% ต้านริบ ‘ภาษีบาป’  ‘ภูมิใจไทย’ งัด ‘สตง.’ บีบ ‘ตระกูล ส.’

ส่วนหนึ่งที่ทำให้อาจเป็นเพราะว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมามีการเปิดข้อมูลการตรวจสอบการใช้เงินของ “ไทยพีบีเอส” โดย “สตง.” ที่ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือ พวกพ้องกันแน่ และพร้อมจะสนับสนุนให้ปรับ “เงินอุดหนุน” ไปสู่จุดที่ตรวจสอบได้

หลังจากสภาฯ ปิดรับความคิดเห็นแล้ว ในขั้นตอนต่อไป คือ ส่งให้ “อนุทิน” ฐานะ นายกฯ ลงนามรับรอง เนื่องจาก 4 ฉบับถือเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน ซึ่งเชื่อแน่ว่า ทั้ง 4 ฉบับจะถูกลงนามรับรอง และส่งกลับมาให้ “สภาฯ” พิจารณา

สำหรับไทม์ไลน์จะเป็นช่วงใด เบื้องต้นคาดว่าจะเร็วที่สุด เพื่อให้เวลาต่อ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” พิจารณา และหากจับทางจาก บทบัญญัติที่แก้ไขในร่าง พ.ร.บ. สสส. ที่ “อนุทิน” ลงนามนำเสนอ จะพบข้อความสำคัญ ที่ต้องการให้ ร่างแก้ไขใช้บังคับทันที ในวันที่ 1 ตุลาคม 2570 เท่ากับว่า ในปีงบประมาณ 2571 เงินสนับสนุนของ “สสส.” ต้องเข้าสู่กระบวนการงบประมาณ

90% ต้านริบ ‘ภาษีบาป’  ‘ภูมิใจไทย’ งัด ‘สตง.’ บีบ ‘ตระกูล ส.’

ขณะที่ การแก้ไขกฎหมายอีก 3 ฉบับที่มีเนื้อหาเช่นเดียวกัน เชื่อว่าจะเป็นไปตามไทม์ไลน์ และเวลาที่ใกล้เคียงกัน

ทว่าในการรับฟังความเห็นของ สภาฯ แม้เป็นเบื้องต้น แต่คือทิศทางที่สะท้อนให้เห็นว่า “คนส่วนใหญ่” ยังไม่สนับสนุน “พรรคภูมิใจไทย” แบบ 100% เพราะกังวลใจต่อการแทรกแซงการทำงานของ “ฝ่ายการเมือง” และอาจไม่เป็นไปเพื่อ “รักษาวินัยการเงินการคลัง” ของรัฐตามที่ระบุในเหตุผล เพราะเมื่อช่องถูกเปิด อาจทำให้ “นักการเมือง” ล้วงลูกละเลงงบประมาณได้

ดังนั้นในความเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทย จึงต้องการหาแรงสนับสนุน

ล่าสุด ใน กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาฯ ที่มี “อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ” สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานกมธ. ได้นัดประชุมในสัปดาห์หน้า

โดยกำหนดวาระพิจารณา “ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ” ของ สสส. และ ไทยพีบีเอส โดยเชิญ “ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน” และ “อธิบดีกรมสรรพสามิต” เข้าชี้แจง

สำหรับเหตุผลตั้งต้น ที่ “กมธ.ปราบโกง” ยกเรื่องนี้มาพิจารณา “อาสพลธ์” บอกว่า เพราะมีข่าวว่า “สตง.” ตรวจพบการทุจริตใน “ไทยพีบีเอส” จึงต้องเชิญหน่วยงานมาชี้แจง ขณะที่ “กรมสรรพสามิต” ต้องการทราบว่า หากไม่นำภาษี 1.5% ไปสนับสนุน รายได้จะเป็นของรัฐหรือไม่

90% ต้านริบ ‘ภาษีบาป’  ‘ภูมิใจไทย’ งัด ‘สตง.’ บีบ ‘ตระกูล ส.’

ส่วนการใช้เงินไม่เหมาะสม ไม่มีประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับเอกชน เป็นส่วนต่อไปที่ต้องตรวจสอบ และเตรียมเชิญหน่วยงานให้มาชี้แจง โดยเฉพาะประเด็นการเลือกจ้างแบบเจาะจง และสิ่งที่ต้องการรู้คือ หาก รายได้ลดลง เพื่อให้แข่งขันที่เป็นธรรมกับเอกชน จะเป็นไปได้หรือไม่ ซึ่งกมธ.จะทำเป็นข้อเสนอเพื่อให้ปรับปรุงการทำงาน

“เราไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงความเป็นอิสระของสื่อ เพราะโดยหลักนั้นทำไม่ได้ แต่วันนี้หากได้งบ มีรายได้จากค่าเช่าสัญญาณต่างๆ ปีละกว่า 2,000 ล้านบาท แต่ประสิทธิภาพออกมาได้แค่นี้ ย่อมถูกสงสัยในแง่การบริหารค่าใช้จ่าย และที่สำคัญสิ่งไหนที่เป็นครหาต้องแก้ไข เปลี่ยนแปลง” ประธานกมธ.ปราบโกง ระบุ

ขณะที่รายละเอียดในชั้นตรวจสอบ “อาสพลธ์” ยอมรับว่า จะนำไปประกอบกับร่างกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ ส่วนจะแปลงเป็นแรงหนุนจาก “สส.พรรคอื่น” ที่ร่วมเป็น กมธ.หรือไม่ ต้องติดตาม ทั้งนี้หลายเรื่องที่ กมธ.ยกเคสตรวจสอบ พบว่า สส.ฝ่ายค้านนำไปใช้ประโยชน์หลายเรื่อง เช่น กรณีเรียกรับเงินเข้าเรียนหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้า เป็นต้น

ส่วนคำถามใหญ่ที่ว่า เมื่อเปลี่ยนแหล่งของงบประมาณที่สนับสนุนแล้ว จะทำให้ความเป็นกลางลดลงหรือไม่ “อาสพลธ์” มองว่า อาจลดลง เพราะถูกควบคุมโดยรัฐบาลจากการทำคำของบประมาณ แต่ใช่ว่าความอิสระจะหายไป และในอีกมิติหนึ่งที่ควรพิจารณาควบคู่กันคือ ประสิทธิภาพของการทำงานต้องดูดีขึ้น และการถูกตรวจสอบการใช้งบประมาณ

จากนี้ไปต้องจับตา ว่า เมื่อร่างแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ เพื่อเปลี่ยนเงินอุดหนุน จาก ภาษีบาป ไปใช้เป็นงบประมาณประจำปี เข้าสู่สภาฯ แล้ว จะกลายเป็นหนุนเสริมความมั่นคง หรือ เป็นจุดเสี่ยง ของ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” เหมือนครั้งที่เคยเกิดขึ้นใน รัฐบาลยุค “ทักษิณ ชินวัตร” เมื่อปี 2548 ที่กล่าวหาว่าแทรกแซงสื่อมวลชน จนนำไปสู่การชุมนุมเพื่อล้มรัฐบาล

แม้บริบททางการเมือง ปี2548 กับ ปี2569 จะแตกต่างกัน ทว่า “รัฐบาล-อนุทิน” กำลังเผชิญแรงเสียดทานหลายด้าน หากผสมเรื่อง “สสส.-ไทยพีบีเอส” เข้าไปด้วย เสถียรภาพที่คิดว่ามั่นคง อาจถูกสั่นคลอนได้