วันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศึก '2 องค์กร' เข้าทาง 'รัฐบาล' สตง.ตั้ง 3 ปมชำแหละ 'ไทยพีบีเอส'

ศึก ‘2องค์กร’ เข้าทาง‘รัฐบาล’ ‘สตง.’ ตั้ง 3 ปมชำแหละ ‘ไทยพีบีเอส’ ‘ไทยพีบีเอส’ กางระเบียบเปิดช่องจ้างเฉพาะเจาะจง

KEY POINTS

  • สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบการใช้งบประมาณของไทยพีบีเอส พบความเสียหายกว่า 230 ล้านบาท โดยชี้ว่าอาจมีการใช้จ่ายเงิน "ภาษีบาป" อย่างไม่คุ้มค่า
  • สตง. ตั้ง 3 ประเด็นหลักในการตรวจสอบ ได้แก่ การเบิกจ่ายค่ายานพาหนะผู้บริหาร, การจ้างเอกชนผลิตรายการและพิธีกรโดยวิธีเฉพาะเจาะจงซึ่งอาจไม่มีระเบียบรองรับ และการใช้งบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ
  • มีการเปิดเผยว่าไทยพีบีเอสใช้วิธี "เฉพาะเจาะจง" ว่าจ้างบริษัทสื่ออย่างน้อย 5 แห่ง ที่มีนักข่าวชื่อดังเกี่ยวข้อง เพื่อผลิตรายการและเป็นพิธีกร รวมวงเงินกว่า 221 ล้านบาท
  • ความขัดแย้งระหว่างสององค์กรอาจเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล ซึ่งกำลังมีความพยายามผลักดันกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแหล่งเงินทุนของไทยพีบีเอสจาก "ภาษีบาป" ไปใช้งบประมาณปกติ

ยังคงเป็นเงื่อนปมที่สาธารณชนกังขา สำหรับการใช้วงเงินงบประมาณ “ภาษีบาป” ของ “ไทยพีบีเอส” หรือ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ที่โดน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าไปขุดคุ้ยตรวจสอบ จนพบว่า อาจมีการใช้วงเงินงบประมาณ “ไม่คุ้มค่า” พ่วงกับการใช้วิธี “เฉพาะเจาะจง” ว่าจ้างเอกชน ผลิตรายการ-จ้างพิธีกร

ท่ามกลางการงัดข้อกันระหว่าง “รัฐบาลสีน้ำเงิน” กับ “ไทยพีบีเอส” เมื่อ สส.ภูมิใจไทย เสนอร่างกฎหมายแก้ไขที่มาของเงินรายได้ ส.ส.ท.หรือ “ไทยพีบีเอส” สาระสำคัญคือจะเปลี่ยนจากการได้รับงบ “ภาษีบาป” การันตีขั้นต่ำปีละ 2 พันล้านบาท เปลี่ยนไปใช้วงเงิน “งบประมาณปกติ”

ในข้อเท็จจริงรายงานผลการตรวจสอบที่ สตง.ดำเนินการนั้น แบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือ ปีงบประมาณ 2565-2567 ในยุค “วิสาลินี พิพิธกุล” เป็น ผอ.ไทยพีบีเอส และปีงบประมาณ 2568 ที่มี “วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์” เป็น ผอ.ไทยพีบีเอส โดยใน 2 ช่วง สตง.พบความเสียหายกว่า 230 ล้านบาท หากโฟกัสเฉพาะกรณีของ “วันชัย” ที่ สตง.เพิ่งแถลงไป จะเสียหายราว 85 ล้านบาท

โดย 11.00 น.วานนี้ (14 ต.ค.) สุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าฯ สตง.ในฐานะโฆษก สตง.พร้อมด้วยคณะทำงาน ตั้งโต๊ะแถลงรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจสอบ “ไทยพีบีเอส” แบ่งข้อเท็จจริงออกเป็น 3 ส่วนคือ .กรณีการเบิกจ่ายค่ายานพาหนะ และจัดหายานพาหนะให้ผู้บริหาร อาจขัดระเบียบ 2.กรณีการว่าจ้างเอกชนผลิตรายการข่าว และเบิกจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร และผู้ร่วมดำเนินรายการ ส่อไม่มีระเบียบรองรับ ประมาณ 85 ล้านบาท 3.กรณีการใช้เงินงบประมาณไม่มีผลสัมฤทธิ์ และไม่มีประสิทธิภาพ

1.ในกรณีการเบิกจ่ายค่ายานพาหนะ และจัดหายานพาหนะให้ผู้บริหารนั้น หากพบว่ามีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าเป็นไปโดยทุจริต มีแนวโน้มอาจส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนต่อ โดยข้อเท็จจริงพบว่า การใช้รถยนต์ของผู้บริหาร ตามเอกสารที่เราได้รับ ถ้าไม่ใช่เอกสารของคนภายในไทยพีบีเอส คงไม่สามารถหามาได้ เดิมตรวจย้อนหลัง 5 ปี 2564-2569 เราเชื่อว่า ตั้งแต่ปี 2562 ที่ไทยพีบีเอสควรรู้ว่าต้องออกระเบียบใช้รถ การเบิกจ่ายค่าตอบแทนยานพาหนะของผู้บริหาร ไม่มีการดำเนินการที่ถูกต้อง

2.กรณีการใช้เงินงบประมาณไม่มีผลสัมฤทธิ์ และไม่มีประสิทธิภาพ ตัวชี้วัดบางส่วนยังพบว่า ขาดความต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนแปลงกลับไปมาบ่อยครั้ง แม้จะอยู่ภายใต้การบริหารของผู้บริหารชุดเดียวกัน ทำให้ตัวองค์กรไม่สามารถสะท้อนความก้าวหน้า หรือขีดความสามารถแข่งขันได้จริง แถมการดำเนินงานของหน่วยงานภายในด้านการผลิตจัดหารายการ ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัด

นอกจากนี้ระบบการบริหารจัดการรายการนี้ยังไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังพบว่า ระบบจัดเก็บไฟล์ หรือสต็อกไฟล์รายการ แยกตามสำนักต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามฐานข้อมูลเดียวกัน ขณะเดียวกันการประเมินคุณภาพบางรายการไม่รัดกุม การประเมินผลตอบแทนยังไม่มีแนวทางชัดเจน แต่ใช้การพิจารณาเป็นรายปีไป ไม่มีการจัดทำแนวทางที่ชัดเจน

3.กรณีการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย ในเรื่องการเบิกจ่ายเงินเรื่องว่าจ้างเอกชนผลิตรายการข่าว พบข้อเท็จจริงว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561– 2568 ไทยพีบีเอสดำเนินการจ้างบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ผลิตรายการข่าวเจาะย่อโลก โดยวิธีเฉพาะเจาะจง รวม 10 รายการ วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 15,840,000 บาท อัตราตอนละ 110,000 บาท

สตง.เห็นว่า ขัดต่อหลักความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ เนื่องจาก ไทยพีบีเอสมีศักยภาพผลิตรายการเอง องค์กรมีบุคลากรประมาณ 1,200 คน มีฝ่ายข่าว สตูดิโอ กล้องถ่ายทำ อุปกรณ์ผลิตรายการ เจ้าหน้าที่ตัดต่อ และกราฟิก จึงมีศักยภาพผลิตรายการได้เอง หากบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ขณะที่งานจ้างไม่ได้มีลักษณะเฉพาะจนไม่มีผู้ผลิตรายอื่น ขอบเขตงานส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์และการสนับสนุนการผลิต เช่น กล้อง เลนส์ และไมโครโฟนไร้สาย ซึ่งไม่ได้เป็นเทคโนโลยีที่มีผู้ประกอบการรายเดียวครอบครอง

ส่วนการเบิกจ่ายเงินให้แหล่งข่าว พิธีกร หรือผู้ดำเนินรายการนั้น จากการตรวจสอบค่าใช้จ่ายดังกล่าวย้อนหลัง 3 ปีงบประมาณ ตามรายงานประจำปี 2566 – 2568 พบข้อมูลการเบิกจ่ายประมาณ 69 ล้านบาท ผลการตรวจสอบเบื้องต้นชี้ว่า การดำเนินการขออนุมัติเบิกจ่าย การเบิกจ่ายไม่เป็นไปตามกฎหมาย รวมแล้วอาจทำให้ ไทยพีบีเอสเสียหายรวมประมาณ 85 ล้านบาท

กรุงเทพธุรกิจ ตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงพบว่า มีอย่างน้อย 5 บริษัทสื่อ ถูก “ไทยพีบีเอส” ว่าจ้างด้วยวิธี “เฉพาะเจาะจง” เพื่อผลิตรายการ จ้างเป็นพิธีกร ฯลฯ รวมวงเงินอย่างน้อย 221.67 ล้านบาท

1.บริษัท คน คม คิด จำกัด วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ พิธีกรข่าวชื่อดัง เป็นกรรมการ และถือหุ้นใหญ่สุด 50% เป็นคู่สัญญากับ “ไทยพีบีเอส” ทั้งถูกจ้างเป็นพิธีกรรายการ “คุยให้คิด” และผลิตรายการ อย่างน้อย 4 สัญญา รวมวงเงิน 2.2 ล้านบาท

2.บริษัท กาแฟดำ จำกัด สุทธิชัย แซ่หยุ่น นักข่าวอาวุโส เป็นกรรมการ และถือหุ้นใหญ่สุด 69% เป็นคู่สัญญากับ “ไทยพีบีเอส” ทั้งถูกจ้างเป็นพิธีกรรายการ “คุยให้คิด” และผลิตรายการ อย่างน้อย 27 โครงการ รวมวงเงินกว่า 26.23 ล้านบาท

3.บริษัท อัลคา ลิงค์ จำกัด “กรุณา บัวคำศรี” นักข่าวต่างประเทศอาวุโส เป็นกรรมการ และถือหุ้น 45% เป็นคู่สัญญากับ “ไทยพีบีเอส” อย่างน้อย 9 โครงการ (ผลิตรายการ Flashpoint จุดร้อนโลก และผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์) รวมวงเงินกว่า 28.06 ล้านบาท

4.บริษัท อี เลิร์น จำกัด ประกอบกิจการผลิตรายการโทรทัศน์ สื่อการเรียนการสอน ศราวุธ เดชเสถียร และ นันท์วิสิทธิ์ ตั้งแสงประทีป อาจารย์ประจำหลักสูตรการสร้างสรรค์ดิจิทัลคอนเทนต์และสื่อ และผู้อำนวยการหลักสูตรนิเทศศาสตร์มหาบัณฑิต คณะนิเทศศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นกรรมการ ทำรายการ “Big Story เรื่องใหญ่ ThaiPBS” ระหว่างปีงบประมาณ 2563-2569 อย่างน้อย 17 โครงการ (เท่าที่ตรวจสอบพบ) รวมวงเงินกว่า 119.68 ล้านบาท

5.บริษัท พีเอ็นวาย โปรดักส์ชั่น จำกัด รุ่งทิพา ยงค์เจริญชัย ถือหุ้นใหญ่สุด 45% สุรัตน์ ม่วงศรี ถือรองลงมา 25% ปรีชา ยงค์เจริญชัย ถือ 15% และยศภัทร ยงค์เจริญชัย ถือ 15% เป็นคู่สัญญากับ “ไทยพีบีเอส” ในรูปแบบ “เฉพาะเจาะจง” ในการผลิตรายการ “ข่าวเจาะย่อโลก” รายการ “ทันโลกกับที่นี่ไทยพีบีเอส” รายการ “ฟังเสียงประเทศไทย” และรายการ “ห้องข่าวไทยพีบีเอส” อย่างน้อย 28 โครงการ วงเงินรวมประมาณ 45.5 ล้านบาท

โดยเฉพาะ “พีเอ็นวายฯ” ที่ถูก สตง.ระบุชื่อในรายงานผลการตรวจสอบ “ไทยพีบีเอส” ว่าจ้างเอกชนผลิตรายการ “ข่าวเจาะย่อโลก” 10 ตอน วงเงินกว่า 15 ล้านบาท ตกตอนละ 1.1 แสนบาทนั้น สตง.เห็นว่า ขัดต่อหลักความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ เนื่องจากไทยพีบีเอสมีศักยภาพผลิตรายการเอง เพราะองค์กรมีบุคลากรประมาณ 1,200 คน

ด้าน “ไทยพีบีเอส” แถลงข่าวสวนกลับ สตง.ในวันเดียวกันเวลา 14.00 น.วานนี้ (14 ต.ค.) โดย “พิเศษ จียาศักดิ์” รอง ผอ.ไทยพีบีเอส ระบุว่า ยืนยันว่าการบริหารงานที่ผ่านมามุ่งเน้นประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และพร้อมปรับปรุงตามคำแนะนำของ สตง. ส่วน”อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ” รอง ผอ.ไทยพีบีเอส ชี้แจงว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าวมีมานานแล้ว แต่ทีมบริหารชุดปัจจุบันไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ศึกษาทางแก้ไว้เรียบร้อยแล้ว

ขณะที่กรณีค่าตอบแทนแขกรับเชิญที่ถูก สตง.ท้วงติงไปนั้น “พิเศษ” ชี้แจงว่า เป็นการตรวจสอบย้อนหลัง 3 ปีตั้งแต่ปี 2566 เป็นเงินค่าเดินทางหรือค่ารถประมาณ 1,000–2,000 บาทต่อครั้ง แม้ สตง. มองว่าไม่มีระเบียบบัญญัติชัดเจนในระเบียบปี 2567 แต่เรื่องนี้ถือเป็นอำนาจอนุมัติของผู้อำนวยการตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง เมื่อย้อนดูบทเฉพาะกาลปี 2561 พบว่าเปิดช่องให้ดำเนินการได้อยู่แล้ว ยืนยันว่าไม่มีความเสียหายและไม่มีการทุจริตเกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน “อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ” รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ตอบคำถามกรณีการว่าจ้างพิธีกร หรือผู้ดำเนินรายการแพงเกินไปหรือไม่ว่า ไม่สามารถพูดได้ว่าสูงหรือต่ำ เหมือนเราจ้างดารามาแสดงหนัง ดารานำ ตัวประกอบ ไม่เหมือนกัน พิธีกรที่อาจมีอัตราค่าจ้างสูงไป 4 หมื่นบาทต่อตอนอะไรอย่างนี้ คือคิดว่าขึ้นอยู่กับบุคคล มีทั้งสูงทั้งต่ำอย่างที่ถ้าได้ยิน วีระ ธีรภัทร พูดในรายการคุยให้คิดว่า ตัวเขาเอง เคยได้ค่าพิธีกรสูงกว่านี้ หรือต่ำกว่านี้ก็มี แล้วแต่สื่อ แล้วแต่หน้าที่ว่าต้องทำอะไร ไม่สามารถพูดได้ว่าสูงหรือต่ำ เหมือนเราจ้างดารามาแสดงหนัง ดารานำ ตัวประกอบก็ไม่เหมือนกัน คิดว่าประเด็นนี้ตัดออกไป

ส่วนกรณีว่าจ้างเอกชนผลิตรายการด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงนั้น นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า ในแง่ของรายการของไทยพีบีเอสที่ต้องการคนเป็นแม่เหล็ก เหมือนที่รอง ผอ.ไทยพีบีเอส (นายพิเศษ) เคยเปรียบเทียบว่า อาจต้องซื้อกองหน้ามาบ้าง เพื่อเสริมทีม เพราะระหว่างนี้คนไทยพีบีเอสอาจยังไม่มีตัวบุคคลโดดเด่นมากพอ เราอยู่ในภาวะต้องแข่งขัน 

“ฉะนั้นเราจะทำ จะเห็นว่ามีผู้จัดมีชื่อเสียงมาทำงานกับเราอีกหลายคน ในช่วงที่ทีมบริหารใหม่เข้ามา ส่วนหนึ่งเขาเชื่อมั่นในการทำงานของทีมบริหารชุดนี้ อีกส่วนคือบางคนมีความตั้งใจที่จะเข้ามา โดยที่ค่าตอบแทนก็ไม่ได้สูงมากนัก จะบอกว่าสูงหรือต่ำคงพูดไม่ได้”

ทั้งหมดคือข้อมูลทั้ง 2 ด้าน หลังถูก “เปิดแผล” ในการใช้เงินงบประมาณของรัฐ ท่ามกลางกระแสเรียกร้อง “ปฏิรูปไทยพีบีเอส” ที่กำลังกระหึ่ม ส่วน “คนในองค์กร” พยายามตอบโต้ถึงผลงานในอดีต

สุดท้ายอาจเข้าทาง “สีน้ำเงิน” สบช่องหาความชอบธรรม หวังเข้ามาบริหารจัดการงบประมาณก้อนนี้เสียเอง