วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ศุภชัย' จี้ 3กมธ. สอบ Thai PBS ปมใช้เงินกว่า 230 ล้านบาท

'ศุภชัย' จี้ 3กมธ. สอบปม Thai PBS ใช้เงินกว่า 230 ล้านบาท หลังสตง. พบข้อสังเกต เรียกร้องเปิดข้อมูล–ตรวจสอบความโปร่งใส ย้ำสื่ออิสระต้องรับผิดชอบเงินประชาชน

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นกรณีรายงานการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงิน ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ Thai PBS โดยระบุว่า มีรายการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายรวม 230,204,470.41 บาท พร้อมเรียกร้องให้ประธานคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร 3 คณะ เร่งนำเรื่องเข้าสู่การตรวจสอบตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อการใช้เงินสาธารณะ

นายศุภชัยระบุว่า รายการที่ปรากฏในรายงานประกอบด้วย 1. ค่าตอบแทนพิธีกร 125,428,901.61 บาท 2. ค่าตอบแทนแขกรับเชิญ 88,935,568.80 บาท และ 3. ค่าจ้างผลิตรายการข่าวเจาะย่อโลก 15,840,000 บาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นมูลค่ารายการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายตามข้อมูลที่อ้างถึง มิใช่มูลค่าความเสียหายที่พิสูจน์แล้วทั้งหมด จึงจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงอย่างเป็นธรรม

 

นายศุภชัยกล่าวว่า ประเด็นที่ควรตรวจสอบต่อเนื่อง ได้แก่

1.) การจ้างผลิตรายการโดยวิธีเฉพาะเจาะจงอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างว่ามีผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเพียงรายเดียว

2.) การจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญ โดย สตง. เห็นว่าไม่ปรากฏกฎหมายหรือระเบียบรองรับการเบิกจ่ายอย่างชัดเจน

3.) การกำหนดค่าตอบแทนโดยใช้ดุลพินิจเรื่องความมีชื่อเสียง ความเชี่ยวชาญ และความเหมาะสม โดยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และระบบควบคุมการจ่ายเงิน

4.) การจ่ายค่าตอบแทนแก่บุคลากรภายในองค์กร ซึ่งควรตรวจสอบว่ามีความซ้ำซ้อนกับเงินเดือนหรือหน้าที่ประจำหรือไม่

นอกจากนี้ ยังระบุว่า รายงาน สตง. มีข้อพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มาตรา 56 วรรคหนึ่ง (2) (ค) และระเบียบการเงินขององค์กร พร้อมเสนอให้แจ้งประธานกรรมการนโยบายดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ แม้ Thai PBS จะชี้แจงว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการที่มีการออกอากาศจริงและไม่ได้สร้างความเสียหาย แต่นั่นก็ยังเป็นคนละประเด็นกับความชอบด้วยกฎหมายของการเบิกจ่าย ซึ่งต้องตรวจสอบอย่างเป็นธรรมต่อไป

โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากข้อเท็จจริงลักษณะนี้เกิดขึ้นในส่วนราชการที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน ผู้อนุมัติหรือผู้เกี่ยวข้องอาจถูกดำเนินการทางวินัย และหากเข้าองค์ประกอบตามกฎหมาย อาจถึงขั้นเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง รวมถึงความรับผิดทางแพ่งหรืออาญาได้แล้วเหตุใดองค์กรที่ใช้เงินสาธารณะจึงไม่ควรได้รับการตรวจสอบด้วยมาตรฐานที่เข้มงวดเช่นเดียวกัน
 

สำหรับข้อเรียกร้องต่อประธานกรรมาธิการ 3 คณะ นายศุภชัย ระบุว่า

1. นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ควรตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการจัดจ้าง การเบิกจ่าย และความรับผิดชอบของผู้อนุมัติ

2. นางสาวรักชนก ศรีนอก ประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ควรตรวจสอบความโปร่งใส ความคุ้มค่า และประสิทธิภาพในการใช้เงินสาธารณะ

3. นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ควรตรวจสอบธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบของสื่อสาธารณะ โดยไม่กระทบต่อความเป็นอิสระทางบรรณาธิการ

นายศุภชัยเรียกร้องให้ทั้ง 3 คณะกรรมาธิการพิจารณาบรรจุเรื่องเข้าสู่ระเบียบวาระ ขอเอกสารที่เกี่ยวข้อง และเชิญผู้บริหาร Thai PBS รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง เพื่อให้ทราบถึงผู้อนุมัติ ความชอบด้วยกฎหมายของการใช้จ่าย และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

นายศุภชัยกล่าวว่า อย่าให้ประชาชนต้องสงสัยว่า เหตุใดคณะกรรมาธิการจึงตรวจสอบหน่วยงานอื่นอย่างเข้มข้น แต่กลับไม่ให้ความสำคัญกับรายงาน สตง. เกี่ยวกับการใช้เงินของ Thai PBS

ข้อเรียกร้องดังกล่าวไม่ได้มีเจตนากล่าวโทษบุคคลใดล่วงหน้า แต่ต้องการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจง และเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณชน

พร้อมยืนยันว่า Thai PBS ต้องมีความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อ ไม่ใช่ความเป็นอิสระจากการตรวจสอบ และเสรีภาพสื่อ ไม่ใช่ข้อยกเว้นจากความรับผิดชอบในการใช้เงินประชาชน” นายศุภชัยระบุ พร้อมย้ำหลักการว่า “สื่อมีหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ แต่เมื่อสื่อใช้เงินสาธารณะ สื่อเองก็ต้องพร้อมรับการตรวจสอบเช่นเดียวกัน”

ทั้งนี้ นายศุภชัยระบุว่า อย่าให้เกิดมาตรฐานสองแบบในการตรวจสอบเงินของประชาชน คือเข้มงวดกับส่วนราชการ แต่ผ่อนปรนให้กับองค์กรที่อ้างความเป็นอิสระ เพราะไม่ว่าเงินจะผ่านระบบงบประมาณแผ่นดิน หรือเป็นเงินบำรุงที่กฎหมายกำหนดให้ส่งตรงแก่องค์กร ต้นทางของเงินก็มาจากประชาชน และต้องตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน