วันศุกร์ ที่ 9 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ขยะพิษ-กลุ่มทุน’ ปมจม ‘เสฎฐวุฒิ’ เคลียร์ทาง สร้างบ้านใหญ่สีน้ำเงิน

เมื่อ “เสฎฐวุฒิ” ไม่ตามน้ำ จึงถูกจับโยนลงน้ำออกจาก “อ.บ้านสร้าง” ไป หลีกทางให้ “บ้านใหญ่ปราจีนฯ” สร้างบ้านสีน้ำเงินให้เข้มแข็งกว่าเดิม 

KEY POINTS

  • การสั่งย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง "เสฎฐวุฒิ" ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีเบื้องหลังมากกว่าปัญหาการทำงาน โดยคาดว่าเป็นผลมาจากการขัดขวางโครงการโรงงานขยะของกลุ่มทุนและผู้มีอิทธิพล
  • การย้ายครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการเปิดทางเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ "บ้านใหญ่สีน้ำเงิน" (พรรคภูมิใจไทย) ซึ่งมีเครือข่ายการเมืองและอิทธิพลในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี
  • อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้เสนอเรื่องย้ายนายอำเภอเสฎฐวุฒิในวันสุดท้ายของการรับราชการ

เหตุย้าย “เสฎฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ” นายอำเภอบ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ยังไม่จบแค่ปมน้ำท่วม หลัง “พลพีร์ สุวรรณฉวี” รมช.มหาดไทย ชี้แจงเหตุผลจากปัญหาการปฏิบัติหน้าที่และการประสานงาน ขณะที่อดีตผู้ว่าฯ “วีระพันธ์ ดีอ่อน” ซึ่งเป็นผู้เสนอโยกย้าย ถูกตั้งคำถามถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง ท่ามกลางกระแสข่าวจุดยืน “เสฎฐวุฒิ” ไม่สอดคล้องกับผู้มีอำนาจในพื้นที่ และการขับเคลื่อนโครงการโรงงานขยะ

“พลพีร์ สุวรรณฉวี” รมช.มหาดไทย ชี้แจงว่า สาเหตุการย้าย “เสฎฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ” นายอำเภอบ้านสร้าง ออกจากพื้นที่ มาจากอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี รองผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้นำท้องถิ่น นายก อบจ.ปราจีนบุรี รายงานตรงกันว่า มีปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ การประสานงาน และการตอบสนองนโยบายเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ไม่เพียงพอ

สอดรับกับ “วีระพันธ์ ดีอ่อน” อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นผู้ทำเรื่องเสนอ “นฤชา โฆษาศิวิไลซ์” อธิบดีกรมการปกครอง ให้โยกย้ายออกจากพื้นที่ในวันที่ 30 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในชีวิตราชการของตัวเอง โดยระบุว่า “เสฎฐวุฒิ” ไม่มีภาวะผู้นำ

หากแต่สิ่งที่ “พลพีร์-วีระพันธ์” พูด กลับสวนทางกับสิ่งที่ประชาชนใน อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี และพื้นที่อื่น ๆ ที่ “เสฎฐวุฒิ” เคยทำงานเห็น

ขณะเดียวกัน ยังมีการมองว่า การเด้งฟ้าผ่า “เสฎฐวุฒิ” ครั้งนี้ เป็นแค่การอาศัยช่วงชุลมุนน้ำท่วมในพื้นที่ อ.บ้านสร้างเท่านั้น แต่เบื้องลึกแล้วมีอะไรใน “กอไผ่” มากกว่านั้น

มีการตรวจสอบการทำงานของ “เสฎฐวุฒิ” ย้อนหลังกลับไปในช่วง 4 ปี ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ อ.บ้านสร้าง พบว่า หลายเรื่องอาจสร้างความไม่พอใจให้กับผู้มีอำนาจใน จ.ปราจีนบุรี และความพยายามในการเด้ง “เสฎฐวุฒิ” ออกจากพื้นที่มีมานานแล้ว ก่อนน้ำจะท่วมเสียอีก

มีกระแสข่าวว่า จุดยืนของ “เสฎฐวุฒิ” ไม่ตรงกับผู้บริหารในจังหวัด หรือผู้นำท้องถิ่น โดยเฉพาะการประกาศเฝ้าระวังและแก้ปัญหาเรื่องการทิ้งขยะอุตสาหกรรมในพื้นที่ อ.บ้านสร้าง และไม่ยอมรับการกระทำที่ผิดกฎหมาย กระทบสิ่งแวดล้อมและชุมชน

สวนทางกับผู้มีอำนาจในจังหวัดบางคนที่ต้องการเปิดทางให้ “กลุ่มทุน” มาลงทุนก่อสร้าง “โรงงานขยะ” ในพื้นที่ อ.บ้านสร้าง

เมื่อ “เสฎฐวุฒิ” ที่เป็น “นายอำเภอ” ในพื้นที่ กระโดดขวาง ทำตัวเป็น “ตอ” โครงการดังกล่าวย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ เว้นเสียแต่ว่า นายอำเภอบ้านสร้างไม่ได้ชื่อ “เสฎฐวุฒิ” แล้ว

ขณะที่ “วีระพันธ์” อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นคนเซ็นทิ้งทวน หรือ “ต้นเรื่อง” ที่เสนอให้โยกย้าย “เสฎฐวุฒิ” ออกจาก อ.บ้านสร้าง ตกเป็น “จำเลย” ของสังคมว่า อาจมีเหตุผลนอกเหนือจากเรื่องน้ำท่วม ขณะเดียวกัน ยังถูกขุดพฤติกรรมในอดีต ซึ่งมีหลายอย่างที่ไม่เข้าท่า

หากจำกันได้ “วีระพันธ์” เคยตกเป็นข่าวฉาวโด่งดังไปทั่วประเทศ เมื่อลงนามแต่งตั้ง “Mr. Juncheng Zhu” นักธุรกิจชาวจีนเป็น “ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี” เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568

โดยในคำสั่งแต่งตั้ง ระบุว่า “เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมในประเด็นต่าง ๆ ที่เห็นว่า มีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการบริหารและการขับเคลื่อนงานของจังหวัดปราจีนบุรี”

ช่วงที่มีการแต่งตั้งนั้น ประเทศไทยอยู่ในช่วงที่กำลังปราบปราม “จีนเทา” ทำให้การแต่งตั้งดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าไม่มีความเหมาะสม

ก่อนที่ต่อมา “วีระพันธ์” จะต้านแรงไม่ไหว วันที่ 29 กันยายน 2568 ต้องลงนามในคำสั่งจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าว โดยระบุเหตุผลว่า “พบว่ามีความไม่เหมาะ อันอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการได้”

ย้อนประวัติ “วีระพันธ์” อดีตผู้ว่าฯ คนดังรายนี้ พบว่า นั่งเป็น “พ่อเมืองปราจีน” 2 ครั้ง ครั้งแรกได้รับการแต่งตั้งจากมติคณะรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2567 ช่วงที่มี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย

ต่อมาภายหลัง “พรรคภูมิใจไทย” ออกจากรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ได้ตั้ง “ภูมิธรรม เวชยชัย” เป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย โดย “ภูมิธรรม” ได้เสนอ ครม. ให้โยก “วีระพันธ์” ออกจากผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยแทน

แต่พลันที่ “พรรคภูมิใจไทย” กลับมามีอำนาจ “วีระพันธ์” กระทรวงมหาดไทยกลับมาอยู่ในความครอบครองของค่ายสีน้ำเงินอีกครั้ง “อนุทิน” ที่เป็นทั้งนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้ดึง “วีระพันธ์” กลับมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีอีกครั้ง และอยู่ยาวจนเกษียณอายุราชการไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569

นอกจากนี้ ยังปรากฏภาพ “วีระพันธ์” ยกมือไหว้ “มท.หนู” ระหว่างลงพื้นที่ โดยดูมีความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นพิเศษ

ขณะที่ฝั่งรัฐบาล รวมถึงรักษาการผู้ว่าราชการปราจีนบุรี ต่างไม่มีใครเข้าข้าง “เสฎฐวุฒิ” แม้แต่คนเดียว โดยโยนให้ไปถามผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ เพื่อจะได้รู้ความจริงว่า ทำงานอย่างไร

ซึ่งไม่แปลก หากผู้นำท้องถิ่นจะไม่มีใครเข้าข้าง และไม่ต้องการ “เสฎฐวุฒิ” เลย เพราะทั้งจังหวัดแทบจะเป็น “สีน้ำเงิน”

สส. 3 เขต เป็นของ “พรรคภูมิใจไทย” ทั้งหมด “นายก อบจ.ปราจีนบุรี” อย่าง “นายกอุ๊” กฤษฎิ์ กษมพันธุ์ ก็เป็นคนของ “บ้านใหญ่วิลาวัลย์” ซึ่งมีเครือข่ายเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (สจ.) และระดับล่าง ๆ ลงมาทั้งนั้น

รวมถึง “วีระพันธ์” อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีรายนี้ ยังเป็นคนเดียวกับที่ลงนามในคำสั่งให้ “ณภาภัช โชคสวัสดิ์ทรัพย์” หรือ “นายกจอย” ภรรยา “สจ.โต้ง” ชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ อดีต สจ.ปราจีนบุรีที่ถูกยิงเสียชีวิต ให้พ้นสมาชิกภาพ “สจ.” และ “นายก อบจ.ปราจีนบุรี” เนื่องจากเป็นบุคคลมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรณีถือหุ้นสื่อ

เมื่อ “เสฎฐวุฒิ” ไม่ตามน้ำ จึงถูกจับโยนลงน้ำออกจาก “อ.บ้านสร้าง” ไป หลีกทางให้ “บ้านใหญ่ปราจีนฯ” สร้างบ้านสีน้ำเงินให้เข้มแข็งกว่าเดิม