"วันนอร์-จาตุรนต์" เล่าความหลัง ยกปชป. เป็นพรรคเก่าแก่ หนุนปชต.ให้เข้มแข็ง -ปั้นลูกชาวบ้านเป็นผู้บริหารที่ดีให้ประเทศ
ที่โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก พรรคประชาธิปัตย์ จัดงาน กาลครั้งหนึ่ง ณ บ้านฟ้า เนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี การก่อตั้งพรรค โดยในช่วงเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของพรรคผ่านศิษย์เก่า ที่มีนายสุทธิชัย หยุ่น นักสื่อสารมวลชนอาวุโส เป็นพิธีกร ได้เชิญ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ร่วมขึ้นเวทีเล่าเหตุการณ์ความประทับใจ
โดยนายจาตุรนต์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันการเมืองเก่าแก่ ยาวนาน ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบไปหนึ่งครั้ง แต่ไม่ถูกห้ามให้ชื่อเดิม เหมือนกับพรรคไทยรักไทย ที่ไม่สามารถใช้ได้จนเวลาผ่าน 20 ปีแล้ว ทั้งนี้การยุบพรรคแสดงว่าการเมืองไทยมีปัญหาต่อการส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตย ทั้งนี้การเมืองระบบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยการมีพรรคการเมืองต่อเนื่องมั่นคงเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็น
“พรรคเชิญผมมาร่วมงาน เพื่อแสดงความยินดีกับพรรคการเมืองที่อยู่ได้ยาวนาน ดังนั้นจึงอยากให้พรรคการเมืองอื่นๆ ช่วยคิดว่าจะทำอย่างไรให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ผมไม่ยินดีที่จะให้ยุบพรรค เพราะเป็นเรื่องล้าหลัง กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ถูกยุบ จะไม่ตั้งประเด็นอะไร เพราะการที่ไม่ถูกยุบเป็นเรื่องที่ดี ที่พรรคการเมืองไม่ควรถูกยุบง่ายๆ เหมือนที่ผ่านมา” นายจาตุรนต์ กล่าว
ด้านนายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่าตนขอชื่นชมความซื่อสัตย์สุจริตของพรรคประชาธิปัตย์ ที่รักษาเอาไว้ รวมถึงความเป็นประชาธิปไตยที่พรรคการเมืองพรรคไหน สู้ไม่ได้ ดังนั้นตนขอให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องอยู่ และสู้เพื่อประชาธิปไตยของบ้านเมืองนี้ต่อไป กับเรื่องราวกาลครั้งหนึ่งของตนกับพรรคประชาธิปัตย์ เกิดขึ้น ปี 2500 ที่บิดาของตนลงสมัครสส.กับพรรคประชาธิปัตย์ ได้เงินหาเสียง 5,000 บาท แต่ไม่ได้รับเลือก ทำให้ตนสัญญากับตัวเองว่าจะลงสมัครสส. เพื่อเอาชนะแทนพ่อให้ด้ จากนั้นตนลงสมัคร สส.ในนามพรรค ปี2529 ช่วงที่นายชวน หลีกภัย เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งตอนที่หาเสียงนายชวนเรียกตนไปพบที่ห้อง บอกกว่าพรรคไม่มีเงิน แต่สำนักทนายความมีเงิน และได้มอบเงินให้ตนกับนายเด่น โต๊ะมีนา คนละ 2 หมื่นบาท เพื่อหาเสียงซึ่งเป็นเงินก้อนแรก และจากการลงสมัครสส. สมัยสอง ตนจึงได้รับเลือก และพรรคให้เงินอีก 1 แสนบาท โดยการหาเสียงเน้นการปราศรัย
“สิ่งที่เห็นในประชาธิปัตย์ คือ การสร้างพรรคการเมืองที่ดีให้กับการเมืองไทย พูดได้ว่านักการเมืองที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ สร้างคุณูปการ ที่ให้ลูกชาวบ้านเข้าสู่วงการการเมือง เข้ามามาบริหารประเทศ เกิดความเชื่อมั่นว่าต่อประชาชนเลือกผู้แทนที่สามารถบริหารประเทศ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ที่สร้างผมเป็นประธานสภาฯ ถึง 2 ครั้ง ได้เรียนรู้ตัวอย่าง มาจากพรรคประชาธิปัตย์ สิ่งที่พรรคต้องทำต่อไป คือสร้างประชาธิปไตยให้กับบ้านเมืองนี้ สร้างพรรคคู่กับการเลือกตั้ง สร้างนักการเมืองไม่ว่าจะเป็น สส. หรือ ผู้บริหารที่ดีให้กับประชาชน” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว
ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เล่าย้อนความหลังครั้งแรกต่อการเลือกตั้ง ลงสมัคร สส.เป็นครั้งแรก เมื่อปี 2535 และมีโอกาสร่วมขึ้นเวทีดีเบตทางการเมือง ว่า เป็นโชคชะตา ลงสมัครสมัยแรก อายุ 27 ปี ตนเป็นเหมือนกับใครหลายคนที่เดินหาเสียงแทบตาย แต่ประชาชนนึกว่าตนเป็นอาสาสมัครแจกใบปลิว จนมีการจัดรายการดีเบตผ่านสถานีโทรทัศน์ ซึ่งมีผู้ชมจำนวนมาก เนื่องจากมีคู่ดีเบตสำคัญ คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายสมัคร สุนทรเวช เข้าร่วม พอจบรายการดักงล่าว การเดินหาเสียงของตนเป็นหนังคนละม้วน เพราะคนจำได้ ซึ่งเหตุการณ์ตอนนั้นเป็นสิ่งที่ตนจดจำได้ดีเพราะได้แจ้งเกิดทางการเมือง
ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวปิดเวที โดยขอบคุณผู้ที่เข้าร่วมงาน กาลครั้งหนึ่ง ณ บ้านฟ้า เนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี การก่อตั้งพรรค ตอนหนึ่งว่า ตนขอขอบคุณผู้ที่มาร่วมงานและอีกหลายคนที่ไม่ได้มา แต่ได้แสดงความผูกพันกับพรรค ทั้งนี้ตนได้โทรศัพท์เชิญบุคคลเข้าร่วมงานด้วยตนเอง ทั้งนี้ทุกสายที่ได้รับ พูดคุยกับตนด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นและดีใจ ที่พรรคยังนึกถึง ทั้งนี้มี อดีตสส.ของพรรคที่มีชื่อเสียงมากๆ ไม่ได้มา เช่น นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง โดยบุคคลทั้ง 2 ซาบซึ้งใจและบอกว่าไม่เคยลืมที่ได้เริ่มต้นการเมืองที่ดีกับพรรค ซึ่งตนขอขอบคุณทุกคนที่ผูกพันกับพรรรค ไม่ว่าจะมา หรือมีข้อจำกัดมาไม่ได้
“งานนี้ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยรู้ ผมน้อยใจที่ไม่เคยได้รับเงิน 2 หมื่นบาท จากชวน หลีกภัย ทั้งนี้หากจะให้นิยามความเป็นประชาธิปัตย์คงยาก แต่มีบางอย่างที่มั่นใจ คือ ความเป็นประชาธิปไตยและการต่อสู้ทางการเมืองที่ผ่านมา แม้มีเสียงวิจารณ์ว่าพรรคไม่เป็นฝ่ายประชาธิปไตย แต่ไม่มีใครปฏิเสธหรือโต้แย้งในเรื่องความเป็นประชาธิปไตยในพรรคที่มีสูงมาก ผมเป็นคนหนึ่งที่เดินเข้ามาสู่บ้านหลังนี้ และเคยออกจากบ้านหลังนี้ ก่อนที่จะเดินกลับเข้ามาอีกครั้ง ผมเชื่อว่าแม้จะออกจากพรรคไป แต่ความเป็นประชาธิปัตย์ไม่เคยออกจากตัวผม” นายอภิสิทธิ์ กล่าว



