วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน 2569

Login
Login

ภาคต่อ'ฮั้วสว.' ศึกใน-นอกสภา ‘ส้ม-น้ำเงิน’ นิติสงครามฉากใหม่

ต่างฝ่ายต่างใช้ข้อกฎหมาย พยานหลักฐาน และกลไกสภาเป็นอาวุธ เปิดฉาก “นิติสงคราม” รอบใหม่ ซึ่งอาจลากยาวไปถึงเกมการเมืองในช่วงปลายปี

KEY POINTS

  • มติที่ไม่เป็นเอกฉันท์ของ กกต. ในการส่งฟ้องคดีฮั้ว สว. 77 ราย ได้จุดชนวนให้เกิด "นิติสงคราม" ฉากใหม่ระหว่างพรรค "ส้ม" (พรรคประชาชน) และพรรค "น้ำเงิน" (พรรคภูมิใจไทย) ทั้งในและนอกสภา
  • ฝ่ายค้าน (พรรคส้ม) เตรียมใช้ประเด็นนี้เป็นหัวหอกในการอภิปรายไม่ไว้วางใจและอภิปรายทั่วไปในสภา โดยกล่าวหาว่า กกต. จงใจมองข้ามความเชื่อมโยงของขบวนการฮั้วไปยังพรรคภูมิใจไทย
  • พรรคภูมิใจไทย (ฝ่ายน้ำเงิน) โต้กลับโดยตั้งคำถามถึงความผิดปกติในกระบวนการไต่สวนของ กกต. และชี้ว่ามีพยานกลับคำให้การโดยอ้างว่าถูกข่มขู่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่มุ่งยุบพรรค
  • ความขัดแย้งได้ขยายวงจากการดำเนินคดีฮั้ว สว. ไปสู่การต่อสู้ทางการเมือง โดยทั้งสองฝ่ายต่างใช้ข้อกฎหมาย พยานหลักฐาน และกลไกสภาเป็นเครื่องมือในการโจมตีกัน
  • ศึกครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น "ภาคต่อ" ของคดีฮั้ว สว. ที่แรงกดดันได้ย้อนกลับไปที่ กกต. เอง ท่ามกลางข้อเรียกร้องให้เปิดเผยคำวินิจฉัยส่วนบุคคลเพื่อสร้างความโปร่งใส

มติ กกต. ส่ง 77 รายขึ้นศาลฎีกาฯ อาจไม่ใช่บทปิดฉากคดีฮั้วเลือก สว. เมื่อเสียงข้างน้อย ปมคำให้การ และข้อสงสัยต่อมาตรฐานการวินิจฉัย กลายเป็นเชื้อไฟให้ “น้ำเงิน-ส้ม” เปิดศึกนิติสงครามรอบใหม่ ทั้งในและนอกสภา

 บทจบของ “คดีโกง สว.” ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2569 เห็นควรส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา 77 ราย กลับยังทิ้งปมสงสัยไว้มากมาย โดยเฉพาะมติที่ “ไม่เป็นเอกฉันท์”

โดยเฉพาะท่าทีของ “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” 1 ใน 2 กรรมการเสียงข้างน้อย ซึ่งออกมาให้สัมภาษณ์ ประเด็นไฮไลต์อยู่ที่ “ข้อกล่าวหาที่ 1-2” เกี่ยวกับการกระทำของบุคคลในพรรคการเมือง สส. และกรรมการบริหารพรรค ที่ถูกตัดตอนออกจากสำนวน จนไม่มีคนใดในพรรคถูกดำเนินคดี 

สิ่งที่ “สิทธิโชติ” พยายามฉายภาพ คือมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์อาจเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาที่มีมูล โดยเฉพาะข้อมูล “เบอร์โทรศัพท์” และ “เส้นทางการเงิน” ที่พบความเชื่อมโยงพรรคการเมือง รวมถึงระดับกรรมการบริหารพรรค

นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวหาว่า ภายหลัง กกต. ประกาศผลการเลือก สว. ได้มีการนัดประชุม สว. ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2567 โดยมีคนในพรรคการเมืองเข้าร่วม พยานซึ่งเคยทำหน้าที่หน้าห้องรัฐมนตรี และเคยเป็นเลขานุการ สส. ของพรรค ให้ข้อมูลว่า มีการนัดประชุม สว. ที่ได้รับการรับรองผลแล้ว เพื่อกำหนดตัวประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา มีการเก็บโทรศัพท์ผู้เข้าร่วม และพบคนสำคัญของพรรคเดินออกมาจากสถานที่ดังกล่าว อาจมีระดับนำ ที่อยู่คนละห้องด้วยซ้ำ

ศึกนิติสงครามภายใต้ “บทจบ” ที่ดูเหมือนจะยัง “ไม่จบ” ทำให้ปมร้อน “โกง สว.” กลายเป็นกระสุนตกใส่ กกต. พร้อมข้อเรียกร้องให้เปิดเผย “คำวินิจฉัยส่วนบุคคล” เพื่อคลี่ปมสงสัยต่อความเห็นของกกต.แต่ละคน รวมถึงประเด็นการกลับคำให้การของ “เอกราช ช่างเหลา” อดีต สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ซึ่งอ้างว่าถูกข่มขู่

ขณะเดียวกัน เวทีประชุมสภาฯ วาระรับทราบผลการปฏิบัติงานของ กกต. ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ปรากฏสัญญาณชัดเจนว่า ปมนี้กำลังเปิดฉากนำไปสู่ “2 ศึกซักฟอก” ได้แก่ การอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 และการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายในปลายปีนี้

สิ่งที่ ฝ่ายค้านพยายามสะท้อนผ่าน “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.พรรคประชาชน คือข้อกล่าวหาว่า กกต. จงใจมองไม่เห็น “ช้าง 3 ตัว”

1.ความเป็นขบวนการ ที่ตีกรอบให้เป็นการกระทำที่ต่างคนต่างโกง ขัดกับหลักฐานที่อ้างถึงโพยใบสั่ง 12 เวอร์ชัน ซึ่งมีรายชื่อ สว. กว่า 130 คน รวมอยู่ด้วย เป็นขบวนการเดียวกัน และสถิติการลงคะแนนระดับประเทศที่สะท้อนการแลกคะแนนอย่างเป็นระบบ

รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องศูนย์จัดทำโพย ซึ่งมีผู้สมัคร สว. ไปปรากฏตัวตามโรงแรมต่าง ๆ และมีวิทยากรคนเดียวกันหมุนเวียนไปทำหน้าที่ในหลายพื้นที่ 

อีกทั้งมีการปฐมนิเทศ สว.หลังจากกกต.ประกาศรับรองผล ที่พบว่า มีสว.หลายสิบคน ไปประชุมที่โรงแรมพูลแมน เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2567 เพื่อหารือเรื่องการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา

 2.ความเชื่อมโยงไปถึงแกนนำ รัฐมนตรี และ สส. พรรคภูมิใจไทย แม้ กกต. จะปัดตกคำให้การของ “เอกราช ช่างเหลา”  แต่ฝ่ายค้านระบุว่ายังมีหลักฐานอื่น เช่น ข้อมูลประวัติการโทรศัพท์ โดยเฉพาะกรณี “รัตนา บ่อถ้ำ” เจ้าหน้าที่พรรค ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวของ “ชลัฐ รัชกิจประการ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย 

ฝ่ายค้านจึงตั้งคำถามว่า หากพรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เหตุใด“รัตนา” จึงโทรศัพท์พูดคุยกับ สว. 19 คน รวม 62 ครั้ง ภายในช่วงเวลา 80 วัน ซึ่งคาบเกี่ยวกับการเลือก สว.

3.มาตรฐานการทำงานของ กกต. โดยมีการเปรียบเทียบกับคดีในปีก่อน ที่ กกต. เคยส่งฟ้องคดีเลือก สว.ต่อศาล จากหลักฐานแชตไลน์ของ 2 คน ซึ่งมีข้อความเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนคะแนน แต่คดีปัจจุบัน ที่มีข้อมูลโพยใบสั่ง และพฤติการณ์แลกคะแนนอย่างเป็นระบบ แต่กลับดำเนินคดีกับ สว.กว่าร้อยคนตามข้อกล่าวหา ขัดกับมาตรฐานการสั่งฟ้องในอดีต

เมื่อจับสัญญาณการเดินเกมของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะ “พรรคส้ม” ที่ขับเคลื่อนทั้งในและนอกสภา จะเห็นว่าเป้าหมายอาจไม่ได้อยู่เพียงการ “เลี้ยงกระแส” ปมโกง สว. เพื่อใช้เป็นประเด็นซักฟอกเท่านั้น แต่ยังเป็นความพยายาม “ดึงกระแส” จาก “พรรคแดง” ซึ่งกำลังถูกตั้งคำถามถึงบทบาทการเป็น “นั่งร้าน” ให้รัฐบาลภูมิใจไทย

ในอีกด้านหนึ่ง “ฝ่ายน้ำเงิน” ก็วางบทเป็นฝ่ายถูกกระทำเช่นกัน โดย “ภราดร ปริศนานันทกุล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ที่ตั้งคำถามต่อ กกต. ถึงสารพัดข้อพิรุธ

ทั้งการลงมติเมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่เป็นการพิจารณา “รายบุคคล” โดยตั้งคำถามว่า หาก กกต. ทั้ง 7 คนเชื่อตามสำนวนของอนุฯไต่สวนชุดที่ 26 ว่ามีกระบวนการฮั้วเลือก สว. เกิดขึ้นจริง เหตุใดจึงไม่ลงมติแบบ “ก้อนใหญ่” ครอบคลุมทั้งกระบวนการ รวมถึงกรณีพยาน 1 ปากกลับคำให้การในชั้นสอบพยาน โดยอ้างว่าถูกข่มขู่

“มีการไปสร้างเรื่องให้พยานปากนั้นไปให้การแบบหนึ่งแบบใดที่เป็นการใส่ร้ายพวกผม ท่านสังเกตหรือไม่ว่า ทำไมมีการกล่าวหาเฉพาะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย เพราะจุดประสงค์ต้องการให้พรรคเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แล้วปลายทางสุดท้ายคือนำไปสู่การยุบพรรคภูมิใจไทย” คือสิ่งที่ “ภราดร” ตั้งคำถาม

สำหรับประเด็นโพย “ภราดร” ยังตั้งข้อสงสัยว่า กกต. เคยตรวจสอบหรือไม่ว่า โพยถูกส่งถึงมือผู้เกี่ยวข้อง หลังการเลือก สว. เสร็จแล้วทั้ง 200 คน และโพยนั้นเป็นของจริงหรือของปลอม

ท้ายที่สุด มติ กกต.ส่ง 77 รายขึ้นศาลอาจเป็นเพียงจุดสิ้นสุดของกระบวนการในชั้น กกต. แต่ยังไม่ใช่บทปิดฉากของ “คดีโกง สว.” เพราะคำถามต่อมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์ พยานหลักฐานที่แต่ละฝ่ายหยิบยก และมาตรฐานการวินิจฉัยของ กกต. กำลังทำให้แรงกดดันย้อนกลับไปยังองค์กรจัดการเลือกตั้ง

และนี่อาจเป็น “ภาคต่อ” ของคดีโกง สว. เมื่อ“พรรคส้ม”ใช้ปมนี้เป็นแนวรุกทั้งใน-นอกสภา ขณะที่ “ฝ่ายน้ำเงิน” โต้กลับด้วยข้อสงสัยต่อกระบวนการไต่สวน 

ต่างฝ่ายต่างใช้ข้อกฎหมาย พยานหลักฐาน และกลไกสภาเป็นอาวุธ เปิดฉาก “นิติสงคราม” รอบใหม่ ซึ่งอาจลากยาวไปถึงเกมการเมืองในช่วงปลายปี