วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน 2569

Login
Login

ปม ‘วรภัค’ ติดแบล็คลิสต์สหรัฐฯ จับตาปลุกสแกม กลบโกง สว.

นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลัง ถูกคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ ชื่อให้สอบสวนพิจารณาคว่ำบาตร จากความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งสแกมเมอร์

KEY POINTS

  • นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลัง ถูกคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ เสนอชื่อให้สอบสวนเพื่อพิจารณาคว่ำบาตร จากความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งสแกมเมอร์
  • เจ้าตัวได้ออกมาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว และพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ
  • มีการตั้งข้อสังเกตว่าประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญวิกฤต "คดีโกง สว." จึงอาจถูกใช้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสังคมและลดแรงกดดันทางการเมือง

กลับมาได้รับความสนใจจากสาธารณชนอีกครั้ง สำหรับ “วรภัค ธันยาวงษ์” อดีต รมช.คลัง ไม่ถึงเดือน ติดโผรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งสั้นที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย (ผู้ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสั้นที่สุดคือ สาโรจน์ ชวนะวิรัช เป็น รมว.ต่างประเทศ 2 วัน ก่อนพ้นตำแหน่งในรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช)

พลันที่ชื่อของเขาปรากฏในหนังสือของประธานคณะกรรมาธิการ 2 คณะของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา ส่งถึง มาร์โก รูบิโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ และสก็อตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ เรียกร้องให้สอบสวนและพิจารณากำหนดมาตรการคว่ำบาตรบุคคลและนิติบุคคลต่างชาติรวม 28 ราย ภายใต้กฎหมายหลายฉบับ รวมถึงกฎหมาย Global Magnitsky Human Rights Accountability Act ภายในระยะเวลา 180 วัน

สาเหตุสำคัญคือ พบองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหลอกลวงเหยื่อชาวสหรัฐฯ โดยเฉพาะการหลอกลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล และการหลอกให้รัก

พบว่ามีฐานปฏิบัติการใหญ่อยู่ในอาเซียน โดยศูนย์สแกมเหล่านี้เข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง บังคับใช้แรงงาน และค้ามนุษย์ พบเหยื่อกว่า 4 แสนคน จาก 70 ประเทศทั่วโลก ถูกคุมขัง ทรมาน และทำร้ายร่างกาย หากไม่ยอมปฏิบัติตาม

สำหรับบุคคลและนิติบุคคลต่างชาติในจำนวน 28 รายข้างต้น พบว่าหนึ่งในนั้นปรากฏชื่อ “วรภัค ธันยาวงษ์” ถูกระบุว่าเป็นอดีตผู้บริหารระดับสูงในแวดวงธนาคารและการเงินของไทย รวมอยู่ด้วย

  • “วรภัค” ปัดพัวพันสแกม

เบื้องต้น “วรภัค” ชี้แจงประเด็นดังกล่าวเมื่อ 17 ก.ย. 2569 ตอนหนึ่งว่า หนังสือดังกล่าวเป็นการขอให้หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ตรวจสอบข้อมูล และพิจารณาว่าบุคคลที่มีรายชื่อเข้าเกณฑ์ตามกฎหมายสำหรับการใช้มาตรการ Sanctions หรือไม่ มิใช่ผลการสอบสวนหรือคำวินิจฉัยว่าได้กระทำความผิด และมิได้หมายความว่าถูกสหรัฐฯ Sanctions แล้ว

“ผมขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า ผมไม่เคยมีส่วนร่วม สนับสนุน หรือรับรู้เกี่ยวกับการดำเนินการของ Scam centers การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ Cybercrime หรืออาชญากรรมข้ามชาติใด ๆ ตามที่มีการกล่าวถึง ผมพร้อมให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบอย่างเต็มที่ และเชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดในการตอบข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงเช่นนี้ คือ ข้อเท็จจริง เอกสารหลักฐาน และกระบวนการที่ตรวจสอบได้” วรภัค ระบุ

  • ฉากชีวิตดาวรุ่ง “นายแบงก์มืออาชีพ”

พลิกเส้นทางชีวิต “วรภัค” ดีกรี “นักเรียนนอก” มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการเงิน จบปริญญาตรี สาขาวิทยาการจัดการและระบบคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยโอคลาโฮมา สเตต รัฐโอคลาโฮมา สหรัฐอเมริกา และปริญญาโท สาขาการเงิน จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยมิสซูรี เมืองแคนซัสซิตี รัฐมิสซูรี

หลังจากนั้นเข้าทำงานในสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศอีกหลายแห่ง ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ จนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในการทำงาน คือ กรรมการผู้จัดการใหญ่แบงก์กรุงไทย ในช่วงเวลานั้น เขาพาองค์กรปรับเปลี่ยนเข้าสู่ความทันสมัย ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงการเงินและการธนาคารระดับโลก จนมีคอนเนกชันกว้างขวาง

  • ส่องธุรกิจ อู้ฟู่ 1.4 พันล้าน

เมื่อสปอตไลต์การเมืองหันมาส่องอดีต รมช.คลังผู้นี้อีกครั้ง ดังนั้น ในมุมทรัพย์สินจึงได้รับความสนใจไม่น้อย

“วรภัค” แจ้งล่าสุดต่อ ป.ป.ช. กรณีพ้นตำแหน่ง รมช.คลัง เมื่อ 22 ต.ค. 2568 (เข้ารับตำแหน่ง 24 ก.ย. 2568) แจ้งทรัพย์สินรวมกับคู่สมรส 1,406,708,356 บาท มีหนี้สิน 8,629,754 บาท แบ่งเป็น

“วรภัค” มีทรัพย์สิน 48,035,347 บาท ได้แก่ เงินฝาก 9 บัญชี 13,258,882 บาท เงินลงทุน 3,964,424 บาท ที่ดิน 3 แปลง 7,262,040 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 3 ล้านบาท ยานพาหนะ รถยนต์ 1 คัน Porsche รุ่น Cayenne E-Hybrid มูลค่า 3.5 ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน สมาชิกสนามกอล์ฟ 2.4 ล้านบาท

ทรัพย์สินอื่น (ตั้งแต่ 2 แสนบาทขึ้นไป) มี 14 รายการ มูลค่ารวม 14,650,000 บาท เช่น นาฬิกาหรู 11 เรือน ปืน 3 กระบอก ทั้ง Glock และ Revolver มีหนี้สิน 11,000 บาท เป็นเงินเบิกเกินบัญชี แจ้งมีรายได้ต่อปีประมาณ 1 ล้านบาท จากค่าจ้างและเงินเดือน มีรายจ่ายต่อปี 1.2 ล้านบาท

ส่วน “กนกพร ศีตวรรัตน์” คู่สมรส แจ้งมีทรัพย์สิน 1,358,673,009.24 บาท ได้แก่ เงินฝาก 8 บัญชี 10,403,116 บาท เงินลงทุนหลายแห่ง รวมมูลค่า 914,999,912 บาท ส่วนใหญ่เป็นกองทุนเปิดและหุ้นกู้ธุรกิจยักษ์ใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีที่ดิน 27 แปลง 211,589,050 บาท มีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 15 รายการ 134,676,156 บาท ยกตัวอย่าง บ้านพักย่านพญาไท มูลค่า 50 ล้านบาท มีรถยนต์ 3 คัน มูลค่ารวม 15.6 ล้านบาท เช่น Mercedes-Benz รุ่น G 450 d ป้ายแดง มูลค่า 12.6 ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 234,774 บาท

ทรัพย์สินอื่น 25 รายการ มูลค่ารวม 71,170,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับ อัญมณี แหวนเพชร ต่างหู กำไล สร้อยคอ และกระเป๋าแบรนด์เนม 21 ใบ มีหนี้สิน 8,618,754 บาท มีรายได้ต่อปี 25,995,700 บาท ส่วนใหญ่มาจากดอกเบี้ยหุ้นกู้ 24.8 ล้านบาท และค่าเช่าห้องชุด มีรายจ่ายต่อปี 16,867,709 บาท ในจำนวนนี้เป็นค่าเล่าเรียนลูก 9 ล้านบาท

  • “อนุทิน” ชวนนั่ง รมช.คลัง

ความโดดเด่นของวรภัคจึงได้รับความสนใจจาก “ฝ่ายการเมือง” โดยในช่วง “รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร” ถูกดึงตัวไปนั่งที่ปรึกษา “พิชัย ชุณหวชิร” รมว.คลังขณะนั้น ต่อมาเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน มีการพลิกขั้วการเมืองจากสูตร MOA “ส้ม-น้ำเงิน”

แม้จะเป็นรัฐบาลคนละขั้วกัน แต่ในยุค “รัฐบาลสีน้ำเงิน 1” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ สมัยแรก ได้ทาบทามวรภัคมาเป็น รมช.คลัง “โควตาคนนอก” เพื่อช่วยขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ

แต่ดูเหมือนเขาจะไปไม่ถึงฝัน พลันที่สื่อต่างชาติและสื่อไทยบางสำนักเปิดชื่อ “วรภัค” ไปเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนต่างชาติบางแห่ง ที่มีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจอย่างซับซ้อนในกัมพูชา และเครือข่ายของ “เบน สมิธ”

ทำเอาเขาตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงหลายครั้ง พร้อมยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีความเกี่ยวข้อง และไม่มีความสัมพันธ์ในทางธุรกิจอันใดกับ “เบน สมิธ” แต่ด้วยแรงกดดันทางการเมืองต่อ “รัฐบาลข้างน้อย” อย่างหนัก ทำให้ “วรภัค” ตัดสินใจลาออกจาก รมช.คลัง

หลังจากนั้นชื่อของเขาก็เงียบหายไปเกือบปี กระทั่งตกเป็นข่าวอีกครั้งจาก 28 รายชื่อข้างต้น

  • จับตาพลิกเกม “สแกม” กลบ “โกง สว.”

ล่าสุด “อนุทิน” ในฐานะคนเคยทาบทาม “วรภัค” มาเป็น รมช.คลัง ในรัฐบาลชุดก่อน ตอบคำถามเรื่องนี้ว่า “เห็นชื่ออยู่ เรื่องพวกนี้ใครที่โดนกล่าวหา ต้องไปตั้งทนายความและหาวิธีที่จะเคลียร์ตัวเอง ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับทางรัฐบาล”

ประเด็นนี้กลายเป็นความ “บังเอิญ” ทางการเมืองพอดิบพอดี ท่ามกลางมรสุม “คดีโกง สว.” ที่กำลังกระหน่ำเคราะห์ซ้ำกรรมซัดใส่ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” เรื่องของ “วรภัค” ก็ดันโผล่ขึ้นมา ทำให้รัฐบาลชุดนี้มีโอกาสได้โผล่พ้นน้ำขึ้นมาหายใจหายคอ แถมดูทีท่าอาจอาศัยจังหวะเรื่องนี้มาโหมกระแสกลบเรื่อง “โกง สว.” เพื่อคลายกระแสเกรี้ยวกราดทางการเมืองลง

  • “โรม” กระตุกรัฐบาล อย่าซุกใต้พรม

แต่ดูเหมือน “ฝ่ายค้าน” จะรู้ทัน “รังสิมันต์ โรม” สส.พรรคประชาชน จึงออกโรงมาสกัด โดยย้ำกรณี “วรภัค” ว่ากระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยต่อการจัดการปัญหาฟอกเงินและสแกมเมอร์ ปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้นเงียบหาย และมีคำถามว่ารัฐบาลดำเนินการตามกฎหมายใดต่อวรภัคหรือไม่ หากไม่ทำ อาจถูกมองว่าเพราะอำนาจบารมีหรือเส้นสายในรัฐบาลของอนุทินคุ้มครองหรือไม่ จึงต้องเร่งสะสาง โดยเฉพาะเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาดังกล่าว

“กรณีของวรภัค ต้องเอาแฟ้มย้อนกลับไปดูเส้นทางการเงินและคดีความต่าง ๆ รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร BIC มาพิจารณา หากมีทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด อย่างน้อยการยึดอายัดเพื่อตรวจสอบและยับยั้งการถ่ายโอน รวมถึงบริษัทน้ำมันที่เกี่ยวข้องก็ต้องถูกดำเนินการ ไม่ควรปล่อยเรื่องนี้ไว้ใต้พรม” รังสิมันต์ ระบุ

จึงต้องจับตาต่อว่า ประเด็นนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” กำลังเผชิญแรงกดดันจาก “คดีโกง สว.” ดังนั้นปม “วรภัค” จะเดินหน้าไปในทิศทางใด 

จะเป็นเพียงเรื่องของการตรวจสอบบุคคลตามกระบวนการ หร่ือกระแส “สแกม” จะกลายเป็นประเด็นใหม่ที่เข้ามาเบี่ยงทิศทางความสนใจทางการเมือง