“ขุมทรัพย์ใต้ทะเล” กลายเป็นที่พึ่งสุดท้าย หวังชุบชีวิตกัมพูชาขึ้นมาอีกครั้ง แต่ปราการสำคัญ เมื่อฝ่ายไทยไม่เอาด้วย กัมพูชาจะจบเกมนี้อย่างไร ในเวที UNCLOS
KEY POINTS
- การประลองกำลังในสมรภูมิการต่างประเทศระหว่างไทย-กัมพูชา ภายใต้กฎหมาย UNCLOS ยกสอง
ที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์
- กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ทหารเรือ รวมถึงทีมที่ปรึกษา เริ่มเตรียมข้อมูลด้านเทคนิค ลายเส้น การอ้างสิทธิใช้หลักอะไร อยู่ตรงไหน อย่างไร
- การเดินเกมของ “สีหศักดิ์” สะท้อนให้เห็นว่า ฝ่ายไทยไม่มีอะไรต้องเร่งรีบต่างกับกัมพูชาต้องแข่งกับเวลา
สมรภูมิการทูตไทย-กัมพูชา กำลังเปิดฉากยกใหม่บนเวทีระหว่างประเทศ ท่ามกลางข้อพิพาทเขตแดนทางทะเล และผลประโยชน์จากทรัพยากรใต้ทะเล ที่ทั้งสองฝ่ายมีจุดยืนแตกต่างกันอย่างชัดเจน
โจทย์สำคัญของไทยไม่เพียงการชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ยังต้องรับมือกับภาพลักษณ์ของการเป็นรัฐที่ขนาดใหญ่กว่า มีศักยภาพเหนือกว่า ทำให้รัฐเล็กกว่าอย่างกัมพูชา ถูกมองเป็นฝ่ายถูกกระทำเสมอ แม้ในข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาจะค้านสายตาคนไทยก็ตาม
ในการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมาธิการประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS ที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดให้สองฝ่ายได้แสดงจุดยืน และข้อเสนอของตนเอง
“ปรัก สุคน” รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศกัมพูชา ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายกัมพูชา ยังคงตอกย้ำภาพลักษณ์ว่า ไทยไม่จริงใจในการยุติข้อพิพาททางทะเล ด้วยการยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียว ทำให้กัมพูชาไร้ทางเลือก จนเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ
แม้จุดยืนและข้อเสนอของกัมพูชาจะคาดหวังว่า กลไกดังกล่าวจะทำให้สองประเทศบรรลุสนธิสัญญาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศในการกำหนดเขตแดนทางทะเลเพียงเส้นเดียว แต่หมุดหมายพุ่งเป้า “ขุมทรัพย์ใต้ทะเล” คือข้อตกลงพัฒนาทรัพยากรชั่วคราวแบบเท่าเทียม 50:50 โดยที่ยังไม่มีความตกลงด้านเขตแดน
คิวแก้เกมของ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทย ฉายภาพให้เห็นว่า แม้กัมพูชาจะเป็นรัฐเล็กกว่า แต่ใช้กลอุบายทุกด้านละเมิดไทยตลอดเวลา
พร้อมตั้งคำถามว่า การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศที่กัมพูชาย้ำว่ายึดมั่นอยู่ที่ไหน เพราะสวนทางกับการปฏิบัติ หลังยิง BM-21 ใส่พลเรือนไทย วางทุ่นระเบิดทหารไทยขาขาดหลายนาย และยังคงบิดเบือนข้อมูล ยั่วยุตราบจนถึงทุกวันนี้
สีหศักดิ์ ยังไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ที่ทำให้ไทย-กัมพูชาเดินมาสู่จุดนี้ สาเหตุที่ไทยยกเลิก MOU 44 เพราะตลอด 25 ปีไร้ความคืบหน้า อีกทั้งกัมพูชาเพิ่งให้สัตยาบันอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลเมื่อไม่นานมานี้
ฝ่ายไทยจึงเลือกที่จะเริ่มต้นการเจรจาใหม่อีกครั้ง บนพื้นฐานทางกฎหมายร่วมกันเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเล ซึ่งจะสามารถช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างกัน และเปิดทางไปสู่การแก้ไขประเด็นอื่น ๆ ที่ยังคั่งค้างอยู่
และได้กำหนดไทม์ไลน์ว่า หากภายใน 6 เดือนไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยร่วมกันต่อไปได้ ดังนั้น กัมพูชาจึงได้รับทางเลือกอย่างแท้จริง แต่กลับไม่เลือกทางเลือกดังกล่าว ด้วยเหตุผลที่ยากจะเข้าใจ
อีกหนึ่ง"เส้นแดง"สำคัญของไทยคือ “เกาะกูด” อธิปไตยของไทย ที่ไม่เคยมีการถกเถียงในประเด็นนี้มาก่อน และไทยไม่ยอมรับเส้นอ้างสิทธิในไหล่ทวีปของกัมพูชา ที่จัดทำขึ้นในปี 2515 เนื่องจากเส้นดังกล่าวไม่มีพื้นฐานทางกฎหมาย
“สีหศักดิ์” กำลังใช้ประเด็นนี้ชี้ให้โลกเห็นว่า กัมพูชาเองที่ไม่จริงใจ ด้วยการสร้างเงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้ และ UNCLOS จะเป็นกฎหมายที่สนับสนุนข้อมูลฝ่ายไทย โดยสิ่งบ่งชี้การลากเส้นของกัมพูชาสะท้อนให้เห็นว่าเอาแต่ได้ และเอาเปรียบอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้น จุดยืนของไทยต่อกรณีการพัฒนาและแบ่งขุมทรัพย์ในทะเลจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เขตแดนทางทะเลได้ข้อยุติแล้วเท่านั้น พร้อมย้ำว่า เวทีนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเขตแดนทางบก
อย่างไรก็ตาม แม้ในเกมนี้กัมพูชายึดโมเดลแก้ข้อพิพาททางทะเลของติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลียเป็นต้นแบบ และคาดหวังให้ผลลัพธ์เป็นคุณแก่ฝ่ายตน แต่กรณีดังกล่าวมีบริบทและรายละเอียดที่แตกต่างจากข้อพิพาทไทย-กัมพูชา แม้จะมีลักษณะร่วมกันในแง่ความแตกต่างด้านขนาดและศักยภาพของรัฐคู่กรณี
เพราะ “ติมอร์-เลสเต” มีหลักการเดียวกับไทย คือให้ความสำคัญกับการแบ่งเขตแดนทางทะเล ในขณะที่ออสเตรเลียยืนยันว่าการแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่ต้องมาก่อน สุดท้ายข้อพิพาททางทะเลระหว่างรัฐเล็กกับรัฐใหญ่ได้ข้อยุติลง โดย “ติมอร์-เลสเต” เป็นฝ่ายชนะ
ตัดกลับมาที่กัมพูชา ก็รู้ดีว่าการลากเส้นอ้างสิทธิไหล่ทวีปของตัวเองไม่มีกฎหมายรองรับ และมีความพยายามปรับเปลี่ยนเส้นดังกล่าวใหม่อีกรอบ แต่ยังคงลากคร่อมเกาะกูดของไทย เพียงแต่ขยับเส้นให้สั้นลงจากเดิมที่มีระยะยาว ซึ่งก็ยังไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมายอยู่ดี
การประลองกำลังในสมรภูมิการต่างประเทศเพื่อแก้ข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ภายใต้กฎหมาย UNCLOS เพิ่งผ่านไปแค่ยกแรก จึงยังไม่อาจชี้ชัดได้ว่า ใครเป็นฝ่ายได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เพราะการเจรจายังต้องเดินหน้าต่อในยกที่สอง ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทั้งในรายละเอียดทางเทคนิคและการพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
“จุดยืนของฝ่ายไทยคือการปักปันเขตแดนทางทะเลก่อน ส่วนเรื่องอื่นมาว่ากันทีหลัง สำหรับขั้นตอนต่อไปจะเป็นการลงรายละเอียดทางเทคนิค โดยเฉพาะอย่างยิ่งลายเส้นต่าง ๆ การอ้างสิทธิใช้หลักอะไร อยู่ตรงไหน อย่างไร อะไรบ้างนั้น ต้องไปดู จากนี้เราจะทำการบ้าน
ไทยเรามีความพร้อมทั้งทีมงานของกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ทหารเรือ รวมถึงทีมที่ปรึกษา ขณะนี้เราเริ่มคุยกันแล้วว่าจะต้องเตรียมการทำงานอย่างไร ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงการประชุมนัดหน้า” สีหศักดิ์ กล่าว
การเดินเกมของ “สีหศักดิ์” สะท้อนให้เห็นว่า ฝ่ายไทยไม่มีอะไรต้องเร่งรีบ ทั้งปัจจัยการเมืองภายในประเทศที่ยังมีเสถียรภาพ ควบคู่กับการเดินหน้าแสวงหาพันธมิตร ด้านเศรษฐกิจ แม้ได้รับผลกระทบ แต่ก็ยังอยู่ได้ ด้านพลังงานก็มีแหล่งสำรอง ส่วนกองทัพก็ยึดพื้นที่สำคัญไว้ได้ทั้งหมด
ต่างจากกัมพูชาที่ต้องเผชิญกับปัญหารอบด้าน กระแสความนิยมอาจส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลกัมพูชา ขณะที่จะมีการเลือกตั้งปีหน้า รวมถึงสภาพเศรษฐกิจซบเซาจากการปิดด่าน ทำให้นักลงทุนย้ายฐานการผลิต การกวาดล้างสแกมเมอร์กระทบรายได้หลักของประเทศ ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน
ดังนั้น“ขุมทรัพย์ใต้ทะเล”จึงกลายเป็นที่พึ่งสุดท้าย หวังชุบชีวิตกัมพูชาขึ้นมาอีกครั้ง แต่ปราการสำคัญคือ เมื่อฝ่ายไทยไม่เอาด้วย กัมพูชาจะจบเกมนี้อย่างไร




