"สส.ฝ่ายค้าน" ถล่ม งบฯ สตช. หลังพบซื้อชุด EOD แพง15เท่า พบพฤติกรรมตั้งด่าน รีดไถเงิน พร้อมตัดงบซ่อม เครื่องบิน ตร. หลังทำทีโออาร์ไม่โปร่งใส
ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาฯ นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระสอง ซึ่งพิจารณาต่อเนื่อง เป็นวันที่สี่ ได้เข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 27 หน่วยราชการไม่สังกัด สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี ซึ่ง กมธ.ปรับลงวงเงินเหลือ 4.19 หมื่นล้านบาท
โดยการอภิปรายช่วงแรก พบว่าถูกเน้นการปรับลดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดย น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายปรับลดงบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพราะพบว่างบจัดซื้ออุปกรณ์เก็บกู้วัตถุระเบิด จำนวน 50 ชุด ราคาแพงเกินจริง โดยจัดซื้อราคาชุดละ 6 แสนบาท รวมวงเงิน 30 ล้านบาท ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบชุดอุปกรณ์ในลักษณะเดียวกันที่ผู้ผลิตต่างประเทศเปิดเผยราคาต่อสาธารณะ ผู้ผลิตจากประเทศสหรัฐฯรายหนึ่ง ราคาประมาณ 3,600 ดอลลาร์ หรือประมาณ 120,000 บาท ผู้ผลิตจากสหรัฐฯ อีกรายหนึ่งราคาประมาณ 4,250 ดอลลาร์ หรือ 140,000 บาท ขณะที่ผู้ผลิตจากประเทศจีนราคาอยู่ที่ชุดละ 1,200 ดอลลาร์ หรือประมาณ 40,000 บาทต่อชุด
“สเปคของแต่ละผลิตภัณฑ์อาจจะไม่เหมือนกับทีโออาร์ของสตช. แต่เมื่อเปรียบเทียบราคาที่เปิดเผยต่อสาธารณะอยู่ที่ประมาณ 40,000 -140,000 บาท ในขณะที่ สตช.ตั้งราคาไว้ชุดละ 6 แสนบาท จึงเกิดคำถามว่าส่วนต่างที่เกิดขึ้นถึง 15 เท่าเกิดจากอะไร ดังนั้นสตช.ต้องแจกแจงให้สภาฯเห็นว่าเงิน 600,000 บาทต่อชุดจ่ายไปกับอะไรบ้าง และมีคุณลักษณะเฉพาะส่วนใดที่ทำให้ราคาสูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีขายอยู่ในท้องตลาดหลายเท่าตัว”น.ท.กิตติพงษ์ อภิปราย
ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายปรับลดงบ สตช. 10% เพราะพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนหนึ่งตั้งด่านลอย ด่านสุ่มตรวจ ด่านที่ตั้งโดยไม่มีเหตุผล โดยอ้างปัญหาจราจรเป็นเหตุนำไปสู่การรีดไถประชาชน ทั้งนี้ตนพบว่า หากตำรวจตั้งด่านเก็บค่าปรับประชาชนที่ผิดกฎหมายจราจรบนทางหลวงตำรวจจะได้ส่วนแบ่ง จึงขอเรียกร้องให้แก้ไขยกเลิกส่วนแบ่งดังกล่าว เพื่อลดการตั้งใจรีดไถประชาชน
ส่วน ร.ท.ธนเดช เพ็งสุข สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายตัดลดงบประมาณของกองบินตำรวจ โดยตัดโครงการซ่อมเครื่องบิน ที่พบว่าในปี2570 ของบซ่อมเครื่องบิน จำนวน 3 รายการ รายการแรก ราคา 619 ล้านบาท รายการสอง ราคา 270 ล้านบาท และรายการสาม ราคา 683 ล้านบาท แม้ว่าอนุกมธ. ปรับลดงบลง 10% แต่ไม่พอ โดยตนมีเหตุผลที่ขอปรับลดสำคัญ คือ งบซ่อมเครื่องบินปี2568 ใช้ไม่หมด งบปี2569 ยังไม่ได้ใช้ เพราะมีประเด็นที่ไม่สามารถลงนามสัญญาได้ ซึ่งปกติแล้ว กองบินตำรวจจะจ้างการบินไทยซ่อมอากาศยานให้ แต่ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงตามความเห็นของคณะกรรมการองค์กรบริหารความสมควรเดินอากาศอย่างต่อเนื่อง (CAMO) ซึ่งการบินไทยได้ทำหนังสือคัดค้าน ทำให้ไม่สามารถลงนามได้
ร.ท.ธนเดช อภิปรายต่อว่า ตนมีข้อมูลว่ากองบินตำรวจ มีเครื่องบิน 41 ลำ แต่ใช้งานได้ 8 ลำ ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะการตั้งบุคคลนามสมมติ “ดร.วช” ซึ่งวงการการบินตำรวจรู้จัก ให้เป็นกรรมการกำหนดทีโออาร์ ผู้ต่อรองราคา และในการประชุมครั้งหนึ่ง ดร.วช. พูดกับที่ประชุมถึงการคัดเลือกผู้ประกอบการไม่ต้องผ่านกรรมการ โดยปรึกษาผู้ช่วย ผบ.ตร. แล้วให้มีอำนาจเลือกผู้ประกอบการทันที ซึ่ง ดร.วช. คนนี้ ผบ.ตร. ตั้งให้เป็นที่ปรึกษาและอยู่ร่วมในทุกกระบวนการ
“ผมสงสารบุคลากรกองบินตำรวจที่ไม่ปลอดภัยในชีวิต แต่บุคคลๆ นี้เลือกผู้ประกอบการ ที่จริงผมมีคลิปเสียง ที่เตรียมพร้อม กมธ.ตำรวจ ไม่ปล่อยให้งบกองบินตำรวจผ่านไปได้ หากกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไม่โปร่งใสและขอฝากผ่านไปยัง นายกฯ ที่กำกับ สตช. และ ว่าที่ ผบ.ตร. หากปล่อยปละละเลยทำงบประมาณ กองบินตำรวจจะพังพินาศ” ร.ท.ธนเดช อภิปราย





