สภาฯเดือด ถกงบวาระ2 'ไอซ์' แตะงบ'ดีเอสไอ' ฉะ'ขายตัว' หวั่น 'บิ๊กเนม' ยืนกุมเป้ารับนาย เอื้อโกงสว. ภท.ประท้วงวุ่น!
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระสอง ต่อเนื่องเป็นวันที่สาม โดยเริ่มต้นพิจารณา ที่มาตรา 21 ในส่วนของกระทรวงยุติธรรม
มีไฮล์ไลต์สำคัญอยู่ที่ในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) อาทิ ไอซ์ รักชนก ศรีนอก สส.กทม.พรรคประชาชน อภิปรายว่า จาก เว็บไซต์ของดีเอสไอ พบว่า กองนโยบายและยุทธศาสตร์ ดีเอสไอได้หาคำตอบไว้ให้เรีบร้อยแล้วว่า สิ่งที่ดีเอสไอขาดตามแบบบริหารยุทธศาสตร์ความเสี่ยงในปี2569 บุคลากรจำนวนของดีเอสไอทั้งหมด165ราย ไม่ใช่229 ได้บอกเอาไว้ผ่านแบบสอบถามสิ่งที่เขาขาดแคลนคือ บุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการวิเคราะห์เส้นเงินสูงกว่า70%
ขณะที่การจัดลำดับความเสี่ยงของดีเอสไปยังพบว่า มีความเสี่ยงอยู่ในลำดับที่3 ทำให้ตนมีความกังวลในเรื่องนี้
น.ส.รักชนก ยังกล่าวว่า อย่างในคดีอั้งยี่ ซ่องโจร ที่เกี่ยวกับการฮั้วสว.ที่ดีเอสไอเข้าไปมีส่วนในการเกี่ยวข้องทำให้เกิดข้อสงสัยว่า จะสามารถทำได้อย่างตรงไปตรงมาหรือมีประสิทธิภาพหรือไม่
ทั้งนี้เมื่อไปดูผลงานของอนุฯ กกต.ชุดที่26ที่เห็นควรสั่งฟ้องถึง229คนก็เห็นว่าดีเอสไอทำงานได้ดีเมื่อเทียบกับบุคลากรที่ขาดแคลน สิ่งที่ดีเอสไอได้เสนอมาคือโครงการพัฒนาระบบแสดงความสัมพันธ์การทำธุรกรรมทางการเงินและวิเคราะห์เส้นเงิน เพื่อสนับสนุนการสืบสวนคดีพิเศษจำนวน27.1ล้านบาท เป็นเรื่องที่ดีแต่ตนต้องจับตาการจัดซื้อจัดจ้าง
"แต่สิ่งที่กังวลคือคนที่จะมากุมบังเหียนดีเอสไอ ในเรื่องของการนำ ซอฟต์แวร์ ดังกล่าวมาใช้ดิฉันกังวลว่าจะไม่ใช่คนที่ไปยืนกุมเป้าอยู่ที่สนามบินบุรีรัมย์ และรอไหว้สวยๆรับคณะบุคคลที่ถูกกล่าวหาในชุดไต่สวนที่26ของกกต.ซึ่งกกต.ได้สรุปว่าหนึ่งในนั้นมีมูลความผิดในคดีโกงสว."
น.ส.รักชนก ยังอภิปรายว่า ขณะนี้มีกระแสข่าว ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ จะถูกโยกไปเป็นอธิบดีดีเอสไอ ตนจึงมีความเป็นห่วงว่าซอฟต์แวร์ดังกล่าว ที่มีการของบจะสามารถใช้อย่างตรงไปตรงมา ในสิ่งที่ท่านกำลังขาดแคลนหรือไม่ เพราะร.ต.อ.ปิยะ ก็เป็นหนึ่งในอนุฯสอบสวนของกกต.ชุดที่36 และอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นห่วงคือ หากอธิบดีอีเอสไอคนใหม่ได้ดำรงตำแหน่ง ตนเป็นห่วงข้าราชการตัวเล็กตัวน้อยในดีเอสไอ
"ปัจจุบันนี้ ทุกท่านในสภาฯแห่งนี้อาจยังไม่ทราบว่า พ่อแม่พี่น้องประชาชนอาจยังไม่ทราบ ดิฉันจึงพูดให้ฟังไว้เลยว่า ในดีเอสไอตอนนี้ถ้าใครไม่ได้ขายตัว ไม่ได้ขายวิญญาณ เพื่อรับใช้ระบอบสีน้ำเงินกำลังโดนไล่ล่าอยากหนัก"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่ออภิปรายถึงช่วงนี้ได้มีสส.รัฐบาลลุกขึ้นประท้วง ให้ประธานควบคุมการประชุมการอภิปรายที่ออกนอกประเด็น
อาทิ นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สส.กาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย ประท้วงขอให้ประธานวินิจฉัยการอภิปรายที่นอกประเด็น พร้อมระบุว่า
"เห็นแหกมานิดเดียว เอ้ย!ขอโทษครับ ผมขอถอน ผมเห็นรายละเอียดมานิดเดียวที่เหลืออะไรก็ไม่รู้เวลาอยากจะให้เร็ว ผมจึงอยากประท้วงท่านประธาน"
แต่นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม วินิจฉัยว่า ตนก็ฟังอยู่และรอน.ส.รักชนกอภิปรายเข้าประเด็นพร้อมขอให้ระมัดระวังไม่อนุญาตให้อภิปรายพาดพิงบุคคลภายนอก
น.ส.รักชนก กล่าวว่า เท่าที่ตนได้ร่วมประชุมตั้งแต่ 9.00น. และฟังสส.รัฐบาลอภิปรายก็เห็นว่า อภิปรายอะไรก็ไม่รู้สภาฯก็ยังอดทนฟังเพราะมีมารยาทและให้เกียรติสมาชิก แม้ว่าจะมีการอวยรัฐมนตรีตัวเอง การอภิปรายของตนอาจจะมีบางคีย์เวิร์ดที่ไปกระตุ้นเซ็นเซอร์ที่อยู่ในกระดูกสันหลัง
ทำให้จากนั้นสส.พรรคร่วมรัฐบาลลุกขึ้นประท้วงกันอีกครั้ง อาทิ นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า สิ่งที่ท่านพูดเป็นสิ่งที่อยู่ในความคิดของท่านเอง รวมถึงมีการพาดพิงบุคคลอื่นรวมถึงหมดเวลาการอภิปรายแล้ว
ขณะที่นายยศวัฒน์ กล่าวว่า การอภิปรายของน.ส.รักชนก เป็นการใส่ร้ายสอดเสียดว่าคนในดีเอสไอขายตัวไม่ถูกต้อง
"ผมก็ไม่รู้ว่า ผู้อภิปรายชินกับ คำว่า ขายตัวหรือไม่รู้ว่าไปรู้รายละเอียดของคำว่า ขายตัวมายังไง"
แต่นายเลิศศักดิ์ วินิจฉัยว่า การอภิปรายของน.ส.รักชนกไม่ได้ระบุเป็นการกล่าวหาใครแต่เป็นกล่าวในภาพรวม จึงวินิจฉัยว่าไม่ได้เป็นการกล่าวหาคนในดีเอสไอขายตัว





