"สุชาติ" ค้าน รัฐบาล ใช้เงิน 1.55 หมื่นล้านบาท ซื้อกรมธรรม์ประกันภัย ห่วงมีผลประโยชน์ทับซ้อน-จ่ายค่านายหน้าพันล้าน
ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาฯ นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระสอง ต่อเนื่องเป็นวันที่สาม โดยเริ่มต้นพิจารณา ที่มาตรา 20 กระทรวงมหาดไทย ซึ่ง กมธ. แก้ไขปรับลดวงเงิน เหลือ 2.26 แสนล้านบาท
โดย นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอปรับลดงบกระทรวงมหาดไทย ลง 10% เป็นเงิน 2.3 หมื่นล้านบาท โดยให้ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ลดรายจ่ายซ้ำซ้อน รายจ่ายโครงการที่ไม่มีผลต่อประชาชน เพื่อนำไปจัดสรรให้กับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่ใช้เงินเพื่อบรรเทาสาธารณภัย ต่อปี 3-4หมื่นล้านบาท ส่วนกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแนวทางใช้งบ 1.55 หมื่นล้านบาท เพื่อซื้อประกันภัยจากบริษัทเอกชน ตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะการบรรเทาสาธารณภัยเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล ทั้งนี้มีตัวอย่างที่เกิดขึ้น เช่น ตอนโควิด ที่มีโครงการประกันภัยโควิด ตรวจพบจ่าย จบ ซึ่งบริษัทประกันภัยเจ๊งไป 4 บริษัท ติดหนี้ประชาชน 4.2หมื่นล้านบาท ในที่สุดสมาคมประกันภัยและรัฐบาลต้องช่วยเหลือ
“ไม่มีบริษัทประกันภัยใดใหญ่พอที่จะประกันครัวเรือนมากถึง 30 ล้านครัวเรือน และภัยพิบัติขนาดใหญ่ เช่นน้ำท่วม แผ่นดินไหวหรือภัยที่กระทบกับประชาชนจำนวนมาก เป็นความเสี่ยงที่เกิดพร้อมกันไม่มีบริษัทประกันภัยไหนทำได้ ทั้งนี้บริษัทเอกชนมีข้อจำกัด หากเกิดความเสียหายหลายหมื่นล้านบาท หรือ หลายแสนล้านบาท รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ประกันสาธารณภัยที่ใหญ่ที่สุด ไม่มีความจำเป็นให้บริษัทรายเล็กใดๆ รับผิดชอบ เพราะเชื่อว่าจะรับผิดชอบไม่ได้” นายสุชาติ อภิปราย
นายสุชาติ อภิปรายต่อว่า หากรัฐจ่ายเงินปีละ 1.55หมื่นล้านบาท เงินจะไหลออกจากภาครัฐ ไม่ว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่หากรัฐนำเงินไปตั้งกองทุนสำรองบรรเทาสาธารณภัย ในเวลา 10 ปี จะได้เงิน 1.55แสนล้านบาท หากมีภัยบางปีใช้เงิน 3-4หมื่นล้านบาท สามารถรองรับได้ ทั้งนี้เงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของประชาชน แต่หากจ่ายค่าประกันภัยเท่ากับจ่ายให้กับเอกชนในสิ่งที่คาดหวัง ตรวจสอบ นับไม่ได้ นอกจากนั้นแล้วการซื้อประกันภัยในวงเงิน 1.55หมื่นล้านบาท ถือว่ามากแบบไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ต้องเกี่ยวข้องกับการคัดเลือกบริษัทกำหนดเงื่อนไขกรมธรรม์ ประเมินความเสี่ยง และอาจมีนายหน้าประกันภัยเกี่ยวข้อง
“นายหน้าประกันภัย จ่ายเปอร์เซ็นต์เยอะ เหมาะสำหรับคนที่คิดว่าจะเป็นผู้เลือก บางครั้งจ่ายเป็นพันล้านบาท จึงกังวลว่าจะเกิดต้นทุนค่านายหน้า มีผลประโยชน์ทับซ้อน ความเสี่ยงใช้ดุลยพินิจ เรื่องนี้ต้องการความโปร่งใสมาก และที่สำคัญ กรมธรรม์มีเงื่อนไขมาก มีข้อยกเว้น ถึงเวลาเงินคุ้มกันไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เช่น กำหนดน้ำท่วม 3 วัน แต่น้ำท่วมแค่ 2 วันประกันไม่จ่ายให้ และมีข้อผิดพลาดจนรัฐบาลอยู่ไม่ได้ แต่ประชาชนยังต้องการความช่วยเหลือ” นายสุชาติ อภิปราย
นายสุชาติ อภิปรายต่อว่า เมื่อรัฐบาลรองรับความเสี่ยงได้ ทำไมต้องนำเงินภาษีประชาชนไปรับความเสี่ยงจากบริษัทประกันภัยอีกชั้น ตนเห็นว่าเงินจำนวนดังกล่าว ไปปกป้องความเสียหายก่อนเกิดปัญหา เช่น ปรับปรุงท่อระบายน้ำ เขื่อน ประตูน้ำ ระบบเตือนภัยล่วงหน้า การบริหารจัดการน้ำ หากรัฐบาลต้องการบริหารความเสี่ยงควรตั้งระบบเงินสำรองภัยพิบัติของรัฐบาลให้โปร่งใส หลักเกณฑ์ชัดเจน ภายใต้การตรวจสอบของสภาดังนั้นตนขอให้รัฐบาลทบทวนซื้อประกันภัยสาธารณะ เพราะผู้รับประกันความปลอดภัยของประชาชนที่มีหน้าที่โดยตรงคือรัฐบาล





