ฝ่ายค้าน คุ้ย งบฯ70 พบว่า สัดส่วนงบลงทุน ส่อต่ำกว่าเกณฑ์ 20% ที่กฎหมายกำหนด แม้ "รัฐบาล" จะอธิบายว่า มีในงบกลาง6หมื่นล้าน ทว่างบนั้นตรวจสอบไม่ได้
KEY POINTS
- ฝ่ายค้านกล่าวหาว่ารัฐบาลจัดสรร "งบลงทุน" ในงบประมาณปี 2570 ต่ำกว่าเกณฑ์ 20% ที่กฎหมายกำหนด และพยายามใช้คำอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
- มีการตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลนับรวมรายจ่ายที่ไม่ใช่การลงทุนจริง เช่น งบกลางบางส่วน และค่าบริการคลาวด์ภาครัฐ เพื่อทำให้ตัวเลขงบลงทุนผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ
- ฝ่ายค้านระบุว่าหากนับเฉพาะงบลงทุนตามนิยามที่ถูกต้อง จะมีสัดส่วนเพียง 13% และเตรียมยื่นเรื่องให้องค์กรอิสระหรือศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบหากพบว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
เวทีอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2570 วาระสอง เปิดฉากวันแรกเมื่อ 7 กันยายน 2569 รอบนี้ “ฝ่ายค้าน” ไม่ฟุตเวิร์คให้เสียเวลา เล็งหมัดน็อครัฐบาล ผ่านการชำแหละ “รายการงบประมาณ” ที่มีข้อสงสัยว่า กำลังใช้วิธีหลบเลี่ยง แทนการปฏิบัติตามกฎหมาย
โดยเฉพาะการจัดสรรงบปี 2570 ในส่วนงบลงทุน ที่ส่อว่าไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐกำหนด ต้องไม่น้อยกว่า 20% และไม่น้อยกว่าวงเงินที่ขาดดุลของงบประมาณประจำปี
ประเด็นนี้ต่อยอดจากข้อสังเกตของ “กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70” ที่สะท้อนความกังวลจากการพิจารณารายการของบแบบละเอียดในชั้น กมธ. ว่า โครงสร้างงบประมาณปี 2570 มีภาระรายจ่ายเพิ่มขึ้น สวนทางกับงบเพื่อการลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพของประเทศที่ลดลง ขณะที่เศรษฐกิจยังเติบโตต่ำ
ด้าน “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง เลือกใช้คำอธิบายต่อสภาฯ ว่า “ไม่แน่นอนสูง” ซึ่งสะท้อนความน่ากลัวว่า หากเกิดวิกฤติระลอกใหม่ในอนาคต อาจไม่มีเงินเพียงพอสำหรับแก้ปัญหา
“งบลงทุนปี 2570 ต่ำมาก และยังพบการเล่นคำ นับบางรายการรวมเป็นรายจ่ายลงทุน เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำตามกฎหมาย ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ งบลงทุนถูกจัดสรรในโครงการทำถนน โครงการพัฒนาน้ำแบบมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกรมทางหลวง” สุรเชษฐ์ประเมิน พร้อมย้ำว่า งบที่อุดหนุนหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมมากเป็นพิเศษ เพราะนักการเมืองและข้าราชการต้องการปั้นโครงการเพื่อเอื้อให้ผู้รับเหมาชนชั้นพิเศษได้รับงาน และมากพอที่จะไปแบ่งกันฮั้ว
ตามมาด้วย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่อภิปรายย้ำความผิดปกติของ “รัฐบาลอนุทิน” ต่อการจัดทำงบลงทุนในงบปี 70 ว่า รายจ่ายลงทุนผ่านเกณฑ์กฎหมายแบบฉิวเฉียด เกินมาเพียง 3 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับวงเงินขาดดุลที่กฎหมายกำหนด กลับเกินมาเพียง 1,700 ล้านบาท และในบางรายการที่ระบุว่าเป็นรายจ่ายลงทุน แท้จริงอาจไม่ใช่
โดยพบใน 2 โครงการ คือ 1. กรณีงบกลาง ซึ่งมีคำชี้แจงว่ามี 6 หมื่นล้านบาท หรือ 60% ที่ “ครม.” อนุมัติเป็นรายจ่ายลงทุน ทั้งที่งบกลางมีไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ไม่มีโครงการ ไม่มีแบบ และไม่มีสถานที่ เมื่อพิจารณารายการย้อนหลังพบว่า งบฉุกเฉินที่ไม่ใช่รายจ่ายลงทุนมีสัดส่วนสูงมาก
2. ค่าบริการคลาวด์ภาครัฐ 4,500 ล้านบาท ที่ใช้เพื่อจัดเก็บข้อมูลในภารกิจประจำ หรือรายจ่ายประจำ ซึ่ง “อภิสิทธิ์” ย้ำว่า มองอย่างไรก็ไม่ใช่งบเพื่อการลงทุนแน่นอน เพราะพบรายการใช้งบกลางปี 2568 ส่วนใหญ่เป็นเงินโอนหรือเงินช่วยเหลือเฉพาะหน้า
พร้อมมองว่า สิ่งที่รัฐบาลไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เท่ากับ “ทำผิดกฎหมาย”
โดยชั้นนี้พรรคประชาธิปัตย์ฝากคำขู่ไว้กลายๆ ว่า “จะเดินหน้าตรวจสอบ” และหากพบความผิดดังกล่าว ปลายทางคือการยื่นต่อองค์กรอิสระ หรือศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อชัตดาวน์ “รัฐบาลสีน้ำเงิน”
ประเด็นนี้ถือเป็นความละเอียดอ่อน ทำให้ “พรรคภูมิใจไทย” ส่งขุนพลมาชี้แจง คนแรกคือ รัฐมนตรีสำนักนายกฯ "ภราดร ปริศนานันทกุล” ที่ย้ำว่า ในหลักการไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่างบกลางแต่ละปีจะนำไปใช้อะไร เพราะมีวัตถุประสงค์กว้าง แต่ที่รัฐบาลคาดการณ์ว่าจะใช้เป็นงบลงทุน 60% เพราะคำนวณจากสถิติย้อนหลัง โดยปี 2567 มีสถิติใช้งบกลางเพื่อลงทุน 63%
คนที่สองคือ “อนุรักษ์ จุรีมาศ” สส.ร้อยเอ็ด ในฐานะรองประธาน กมธ.ฯ ที่กางกฎหมายอ่านคำบทนิยาม “งบลงทุน” แจกแจงว่า เป็นรายจ่ายในลักษณะค่าครุภัณฑ์ ที่ดิน และสิ่งก่อสร้าง
ทว่า คำชี้แจงจากฝ่ายรัฐบาลไม่ช่วยให้ฝ่ายค้านคลายข้อสงสัยต่อพฤติกรรมเลี่ยง-บิดเบือนกฎหมาย และเชื่อได้ว่า “พรรคประชาธิปัตย์” จะเกาะติดเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพราะเห็นช่องทางที่จะเอาผิด “ฝ่ายบริหาร” หรืออีกฐานะคือคู่แข่งทางการเมือง
นอกจากนั้น ในประเด็นงบกลางที่รัฐบาลบอกว่า จัดไว้เพื่อการลงทุน 60% หรือคิดเป็น 6 หมื่นล้านบาท จากงบทั้งก้อน 1 แสนล้านบาท ระหว่างการชี้แจง ประเด็นที่ฝ่ายค้านขอหั่นงบกลางส่วนรายการที่ 5 เพื่อแก้ปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤติความผันผวนของราคาพลังงาน 1.2 หมื่นล้านบาท เพราะส่อว่าซ้ำซ้อนกับ “เงินกู้ส่วนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท”
คำตอบจาก “ภราดร” คือ งบกลาง 1.2 หมื่นล้านบาทตัดไม่ได้ เพราะทั้งก้อนเป็นงบเพื่อการลงทุน พร้อมการันตีว่างบที่ใช้ไม่ซ้ำซ้อนกับเงินกู้ แม้ว่ากรอบใหญ่จะเป็นเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานเหมือนกัน
“ทั้ง 2 ส่วนมีวิธีการแตกต่างกัน ส่วนเงินกู้ 2 แสนล้านบาท คือเงินที่จะอุดหนุนให้ประชาชนโดยตรง เพื่อทำโซลาร์รูฟท็อป โดยรัฐบาลอุดหนุนหลังคาเรือนละ 5 หมื่นบาท ส่วนที่เหลือให้กู้จากธนาคารของรัฐ แต่ประชาชนไม่ต้องจ่าย เพราะใช้วิธีหักจากจำนวนไฟฟ้าที่ผลิตได้ คำนวณเป็นเงิน 1,400 บาทต่อเดือน โดย 1,000 บาทใช้หนี้เงินกู้ ส่วน 400 บาทใช้ลดค่าไฟฟ้าของประชาชน” ภราดร ชี้แจง
ขณะที่เงินในงบปี 70 ส่วนงบกลาง 1.2 หมื่นล้านบาท “ภราดร” ชี้แจงว่า เป็นแนวทางให้ “หน่วยงาน” ดึงเงินนอกงบประมาณหรือเบิกเงินสะสมออกมาใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ในลักษณะ “แมชชิ่งฟันด์” เพื่อลดภาระงบประมาณ ผ่านการแบ่งใช้เงินสะสมของหน่วยงานกับงบของรัฐบาลคนละครึ่ง พร้อมเปิดเผยว่า หน่วยงานรัฐ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีเงินในกระเป๋าสำรองสูงถึง 1 ล้านล้านบาท
และนอกจากงบกลางและงบเปลี่ยนผ่านพลังงานแล้ว ยังมีนวัตกรรมใหม่อย่างกรมธรรม์ “ภัยพิบัติ” วงเงิน 1.55 หมื่นล้านบาท สำหรับคนไทย 30 ล้านครัวเรือน โดยถูกตั้งข้อสังเกตว่า โครงการนี้อาจมีค่าคอมมิชชันที่ “ฝ่ายการเมือง” อาจได้รับจัดสรร และมีผลประโยชน์เบื้องหลัง
ดังนั้น การทำโครงการใดๆ ของ “รัฐบาลภูมิใจไทย”ต่อจากนี้ จึงถูกจับตาทุกทิศทางว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนจริงหรือไม่ หรือมีการแบ่งส่วน-หักหัวคิวให้ “ฝ่ายการเมือง” ได้สวาปาม





