วันพุธ ที่ 9 กันยายน 2569

Login
Login

ฝ่ายค้าน จับตา รัฐบาล ‘อำพราง’ ซุก ‘งบลงทุน’ เลี่ยงตรวจสอบ

ฝ่ายค้าน คุ้ย งบฯ70 พบว่า สัดส่วนงบลงทุน ส่อต่ำกว่าเกณฑ์ 20% ที่กฎหมายกำหนด แม้ "รัฐบาล" จะอธิบายว่า มีในงบกลาง6หมื่นล้าน ทว่างบนั้นตรวจสอบไม่ได้

KEY POINTS

  • ฝ่ายค้านกล่าวหาว่ารัฐบาลจัดสรร "งบลงทุน" ในงบประมาณปี 2570 ต่ำกว่าเกณฑ์ 20% ที่กฎหมายกำหนด และพยายามใช้คำอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
  • มีการตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลนับรวมรายจ่ายที่ไม่ใช่การลงทุนจริง เช่น งบกลางบางส่วน และค่าบริการคลาวด์ภาครัฐ เพื่อทำให้ตัวเลขงบลงทุนผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ
  • ฝ่ายค้านระบุว่าหากนับเฉพาะงบลงทุนตามนิยามที่ถูกต้อง จะมีสัดส่วนเพียง 13% และเตรียมยื่นเรื่องให้องค์กรอิสระหรือศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบหากพบว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

เวทีอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2570 วาระสอง เปิดฉากวันแรกเมื่อ 7 กันยายน 2569 รอบนี้ “ฝ่ายค้าน” ไม่ฟุตเวิร์คให้เสียเวลา เล็งหมัดน็อครัฐบาล ผ่านการชำแหละ “รายการงบประมาณ” ที่มีข้อสงสัยว่า กำลังใช้วิธีหลบเลี่ยง แทนการปฏิบัติตามกฎหมาย 

โดยเฉพาะการจัดสรรงบปี 2570 ในส่วนงบลงทุน ที่ส่อว่าไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐกำหนด ต้องไม่น้อยกว่า 20% และไม่น้อยกว่าวงเงินที่ขาดดุลของงบประมาณประจำปี

ประเด็นนี้ต่อยอดจากข้อสังเกตของ “กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70” ที่สะท้อนความกังวลจากการพิจารณารายการของบแบบละเอียดในชั้น กมธ. ว่า โครงสร้างงบประมาณปี 2570 มีภาระรายจ่ายเพิ่มขึ้น สวนทางกับงบเพื่อการลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพของประเทศที่ลดลง ขณะที่เศรษฐกิจยังเติบโตต่ำ

ด้าน “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง เลือกใช้คำอธิบายต่อสภาฯ ว่า “ไม่แน่นอนสูง” ซึ่งสะท้อนความน่ากลัวว่า หากเกิดวิกฤติระลอกใหม่ในอนาคต อาจไม่มีเงินเพียงพอสำหรับแก้ปัญหา

ฝ่ายค้าน จับตา รัฐบาล ‘อำพราง’   ซุก ‘งบลงทุน’ เลี่ยงตรวจสอบ เมื่อระฆังอภิปรายดังขึ้น งบประมาณในภาพรวมถูกชี้จุด “งบลงทุนต่ำ” พร้อมฉายภาพว่า “รัฐบาลแปลงร่างเป็นศรีธนญชัย ตีความเงินลงทุนแบบเลี่ยงกฎหมาย” จาก “สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ” สส.พรรคประชาชน ระบุว่า “รัฐบาลจงใจเล่นคำเพื่อเลี่ยงกฎหมาย บางจุดใช้คำว่า รายจ่ายลงทุน หรือรายจ่ายเพื่อการลงทุน ซึ่งไม่เท่ากับงบลงทุน หากนับเฉพาะส่วนที่นิยามชัดเจนว่าเป็นงบลงทุน มีเพียง 13% ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ 20%”

“งบลงทุนปี 2570 ต่ำมาก และยังพบการเล่นคำ นับบางรายการรวมเป็นรายจ่ายลงทุน เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำตามกฎหมาย ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ งบลงทุนถูกจัดสรรในโครงการทำถนน โครงการพัฒนาน้ำแบบมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกรมทางหลวง” สุรเชษฐ์ประเมิน พร้อมย้ำว่า งบที่อุดหนุนหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมมากเป็นพิเศษ เพราะนักการเมืองและข้าราชการต้องการปั้นโครงการเพื่อเอื้อให้ผู้รับเหมาชนชั้นพิเศษได้รับงาน และมากพอที่จะไปแบ่งกันฮั้ว

ตามมาด้วย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่อภิปรายย้ำความผิดปกติของ “รัฐบาลอนุทิน” ต่อการจัดทำงบลงทุนในงบปี 70 ว่า รายจ่ายลงทุนผ่านเกณฑ์กฎหมายแบบฉิวเฉียด เกินมาเพียง 3 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับวงเงินขาดดุลที่กฎหมายกำหนด กลับเกินมาเพียง 1,700 ล้านบาท และในบางรายการที่ระบุว่าเป็นรายจ่ายลงทุน แท้จริงอาจไม่ใช่

โดยพบใน 2 โครงการ คือ 1. กรณีงบกลาง ซึ่งมีคำชี้แจงว่ามี 6 หมื่นล้านบาท หรือ 60% ที่ “ครม.” อนุมัติเป็นรายจ่ายลงทุน ทั้งที่งบกลางมีไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ไม่มีโครงการ ไม่มีแบบ และไม่มีสถานที่ เมื่อพิจารณารายการย้อนหลังพบว่า งบฉุกเฉินที่ไม่ใช่รายจ่ายลงทุนมีสัดส่วนสูงมาก

ฝ่ายค้าน จับตา รัฐบาล ‘อำพราง’   ซุก ‘งบลงทุน’ เลี่ยงตรวจสอบ

2. ค่าบริการคลาวด์ภาครัฐ 4,500 ล้านบาท ที่ใช้เพื่อจัดเก็บข้อมูลในภารกิจประจำ หรือรายจ่ายประจำ ซึ่ง “อภิสิทธิ์” ย้ำว่า มองอย่างไรก็ไม่ใช่งบเพื่อการลงทุนแน่นอน เพราะพบรายการใช้งบกลางปี 2568 ส่วนใหญ่เป็นเงินโอนหรือเงินช่วยเหลือเฉพาะหน้า

พร้อมมองว่า สิ่งที่รัฐบาลไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เท่ากับ “ทำผิดกฎหมาย”

โดยชั้นนี้พรรคประชาธิปัตย์ฝากคำขู่ไว้กลายๆ ว่า “จะเดินหน้าตรวจสอบ” และหากพบความผิดดังกล่าว ปลายทางคือการยื่นต่อองค์กรอิสระ หรือศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อชัตดาวน์ “รัฐบาลสีน้ำเงิน”

ประเด็นนี้ถือเป็นความละเอียดอ่อน ทำให้ “พรรคภูมิใจไทย” ส่งขุนพลมาชี้แจง คนแรกคือ รัฐมนตรีสำนักนายกฯ "ภราดร ปริศนานันทกุล” ที่ย้ำว่า ในหลักการไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่างบกลางแต่ละปีจะนำไปใช้อะไร เพราะมีวัตถุประสงค์กว้าง แต่ที่รัฐบาลคาดการณ์ว่าจะใช้เป็นงบลงทุน 60% เพราะคำนวณจากสถิติย้อนหลัง โดยปี 2567 มีสถิติใช้งบกลางเพื่อลงทุน 63%

คนที่สองคือ “อนุรักษ์ จุรีมาศ” สส.ร้อยเอ็ด ในฐานะรองประธาน กมธ.ฯ ที่กางกฎหมายอ่านคำบทนิยาม “งบลงทุน” แจกแจงว่า เป็นรายจ่ายในลักษณะค่าครุภัณฑ์ ที่ดิน และสิ่งก่อสร้าง

ฝ่ายค้าน จับตา รัฐบาล ‘อำพราง’   ซุก ‘งบลงทุน’ เลี่ยงตรวจสอบ

ทว่า คำชี้แจงจากฝ่ายรัฐบาลไม่ช่วยให้ฝ่ายค้านคลายข้อสงสัยต่อพฤติกรรมเลี่ยง-บิดเบือนกฎหมาย และเชื่อได้ว่า “พรรคประชาธิปัตย์” จะเกาะติดเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพราะเห็นช่องทางที่จะเอาผิด “ฝ่ายบริหาร” หรืออีกฐานะคือคู่แข่งทางการเมือง

นอกจากนั้น ในประเด็นงบกลางที่รัฐบาลบอกว่า จัดไว้เพื่อการลงทุน 60% หรือคิดเป็น 6 หมื่นล้านบาท จากงบทั้งก้อน 1 แสนล้านบาท ระหว่างการชี้แจง ประเด็นที่ฝ่ายค้านขอหั่นงบกลางส่วนรายการที่ 5 เพื่อแก้ปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤติความผันผวนของราคาพลังงาน 1.2 หมื่นล้านบาท เพราะส่อว่าซ้ำซ้อนกับ “เงินกู้ส่วนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท”

คำตอบจาก “ภราดร” คือ งบกลาง 1.2 หมื่นล้านบาทตัดไม่ได้ เพราะทั้งก้อนเป็นงบเพื่อการลงทุน พร้อมการันตีว่างบที่ใช้ไม่ซ้ำซ้อนกับเงินกู้ แม้ว่ากรอบใหญ่จะเป็นเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานเหมือนกัน

“ทั้ง 2 ส่วนมีวิธีการแตกต่างกัน ส่วนเงินกู้ 2 แสนล้านบาท คือเงินที่จะอุดหนุนให้ประชาชนโดยตรง เพื่อทำโซลาร์รูฟท็อป โดยรัฐบาลอุดหนุนหลังคาเรือนละ 5 หมื่นบาท ส่วนที่เหลือให้กู้จากธนาคารของรัฐ แต่ประชาชนไม่ต้องจ่าย เพราะใช้วิธีหักจากจำนวนไฟฟ้าที่ผลิตได้ คำนวณเป็นเงิน 1,400 บาทต่อเดือน โดย 1,000 บาทใช้หนี้เงินกู้ ส่วน 400 บาทใช้ลดค่าไฟฟ้าของประชาชน” ภราดร ชี้แจง

ขณะที่เงินในงบปี 70 ส่วนงบกลาง 1.2 หมื่นล้านบาท “ภราดร” ชี้แจงว่า เป็นแนวทางให้ “หน่วยงาน” ดึงเงินนอกงบประมาณหรือเบิกเงินสะสมออกมาใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ในลักษณะ “แมชชิ่งฟันด์” เพื่อลดภาระงบประมาณ ผ่านการแบ่งใช้เงินสะสมของหน่วยงานกับงบของรัฐบาลคนละครึ่ง พร้อมเปิดเผยว่า หน่วยงานรัฐ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีเงินในกระเป๋าสำรองสูงถึง 1 ล้านล้านบาท

ฝ่ายค้าน จับตา รัฐบาล ‘อำพราง’   ซุก ‘งบลงทุน’ เลี่ยงตรวจสอบ

และนอกจากงบกลางและงบเปลี่ยนผ่านพลังงานแล้ว ยังมีนวัตกรรมใหม่อย่างกรมธรรม์ “ภัยพิบัติ” วงเงิน 1.55 หมื่นล้านบาท สำหรับคนไทย 30 ล้านครัวเรือน โดยถูกตั้งข้อสังเกตว่า โครงการนี้อาจมีค่าคอมมิชชันที่ “ฝ่ายการเมือง” อาจได้รับจัดสรร และมีผลประโยชน์เบื้องหลัง

ดังนั้น การทำโครงการใดๆ ของ “รัฐบาลภูมิใจไทย”ต่อจากนี้ จึงถูกจับตาทุกทิศทางว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนจริงหรือไม่ หรือมีการแบ่งส่วน-หักหัวคิวให้ “ฝ่ายการเมือง” ได้สวาปาม