วันพุธ ที่ 9 กันยายน 2569

Login
Login

‘เขียว’ฝ่ายค้ำ คานพลัง ‘แดง’ ศึกงบ 70 อีกบททดสอบฝ่ายค้าน 'กล้าธรรม'

‘เขียว’ฝ่ายค้ำ คานพลัง ‘แดง’ ศึกงบ 70 อีกบททดสอบฝ่ายค้าน “กล้าธรรม” เกมแทงกั๊ก สะเทือนเพื่อไทย อาจกลายเป็นฝ่ายถูกคานอำนาจ

KEY POINTS

  • พรรคกล้าธรรม (สีเขียว) วางตัวไม่เหมือนฝ่ายค้านทั่วไป โดยมักลงมติสนับสนุนหรือ "งดออกเสียง" ทำให้ถูกมองว่าเป็น "ฝ่ายค้ำ" ให้กับรัฐบาล
  • บทบาทของพรรคกล้าธรรมถูกมองว่าเป็นการที่พรรคภูมิใจไทย (สีน้ำเงิน) ใช้เพื่อคานอำนาจพรรคเพื่อไทย (สีแดง) ภายในพรรคร่วมรัฐบาล
  • การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 จะเป็นบททดสอบสำคัญที่ชี้ชัดจุดยืนของพรรคกล้าธรรม และจะส่งผลต่อเสถียรภาพและสมดุลอำนาจของรัฐบาล

จังหวะการเดินของ “พรรคกล้าธรรม” กำลังสั่นสะเทือนไปถึง “พรรคเพื่อไทย” พรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของ “พรรคภูมิใจไทย”

เมื่อท่าทีของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม รวมถึงแกนนำและ สส.ของพรรค ไม่ว่าจะเป็นคำให้สัมภาษณ์หรือการลงมติในสภาผู้แทนราษฎร ล้วนดูไม่เหมือนธรรมชาติของ “ฝ่ายค้าน” ทั่วไปนัก

ในขณะที่ “พรรคประชาชน” และ “พรรคประชาธิปัตย์” เดินหน้าโจมตีรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นคดีฮั้ว สว. ที่กำลังงวดเข้ามาทุกขณะ แต่ “พรรคกล้าธรรม” ของ “ผู้กอง” กลับแทบไม่แสดงท่าทีต่อประเด็นดังกล่าว

การลงมติหลายครั้งในสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะกฎหมายสำคัญของรัฐบาล “พรรคสีเขียว” เลือกไม่ทำตัวเป็น “จระเข้ขวางคลอง” แต่กลับ “ไหลตามน้ำ” เสียมากกว่า 

การแสดงบทบาทใกล้เคียงฝ่ายค้านที่สุด คือการ “งดออกเสียง” ต่างจาก “พรรคสีส้ม” และ “พรรคสีฟ้า” ที่มักเลือก “ไม่เห็นชอบ” ตั้งแต่ต้น ไม่ว่าเรื่องใด

ยิ่งท่าทีล่าสุดของ “ผู้กอง” และ “เสี่ยเบนซ์” อรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม ยิ่งตอกย้ำว่า วันนี้ “พรรคสีเขียว” อาจเป็นฝ่ายค้านเพียง “ในนาม” แต่ในทางปฏิบัติกลับมีบทบาทคล้าย “ฝ่ายค้ำ” และถูก “พรรคสีน้ำเงิน” ใช้เป็นแรงคานอำนาจของ “พรรคสีแดง”

ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ที่อาคารรัฐสภา ปรากฏภาพ “อรรถกร” ไปพบ “เสี่ยเอ” สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา พรรคภูมิใจไทย เพื่อหารือบางเรื่อง ซึ่งถือว่าผิดวิสัยฝ่ายค้านทั่วไปที่มักหลีกเลี่ยงการไปป้วนเปี้ยนในพื้นที่ดังกล่าว เพราะอาจถูกเชื่อมโยงเป็นประเด็นทางการเมืองได้

ไม่เพียงเท่านั้น “อรรถกร” และ “ลูกแบด” ภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังแสดงความเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน โดยต่างยืนยันว่า มีการพูดคุยกันอยู่เสมอ ทั้งเรื่องงานสภาฯ และการผลักดันกฎหมายรัฐบาลที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

“อรรถกร” ยังระบุว่า พรรคกล้าธรรมไม่ได้เป็น “ฝ่ายค้านเชิงรัฐบาล” แต่เป็น “ฝ่ายค้านเชิงกล้าธรรม” หมายถึงมีรูปแบบการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสไตล์ของตัวเอง

หนำซ้ำ เมื่อถูกถามว่ามีการทาบทามให้เข้าร่วมรัฐบาลแล้วหรือไม่ เจ้าตัวกลับตอบแบบทิ้งปริศนาว่า “เป็นเรื่องที่ผู้หลักผู้ใหญ่คุยกัน” มากกว่าจะปฏิเสธอย่างชัดเจน

ขณะที่ท่าทีของ “ผู้กอง” ยิ่งชัดเจนขึ้น นอกจากยืนยันความเป็น “เพื่อน” กับ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคสีน้ำเงินแล้ว ยังยอมรับว่า มีการพบปะและพูดคุยกันจริง

“ผมยืนยันแบบเดิมว่า ผมกับท่านนายกฯ เป็นเพื่อนกัน การพบปะ การประสานงานกันบางเรื่อง หากเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินและพี่น้องประชาชน ก็ยอมรับว่าผมทำ อย่าปฏิเสธความจริงเลย”

“ผู้กอง” ยังเห็นต่างจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่า รัฐบาลจะไปไม่รอด โดยตั้งคำถามกลับว่า อะไรคือปัจจัยที่จะทำให้รัฐบาลไปไม่รอด

“ในฐานะที่ผมอยู่ฝ่ายรัฐบาลมาตลอด และบางช่วงที่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกกระแสตีแรงมาตลอด แต่ก็อยู่รอดปลอดภัยมาได้ ฉะนั้น กระแสจึงไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้ ต้องพิสูจน์กันที่ฝีมือการทำงาน”

จะเห็นได้ว่า ท่าทีของ “ผู้กอง” ไม่เพียงไม่ได้เน้นการตรวจสอบรัฐบาล หากยังวางตัวคล้ายเป็น “กองหนุนรัฐบาล” อีกด้วย เพราะคำสัมภาษณ์ล้วนเป็นการ “ทอดไมตรี–ทอดสะพาน” อย่างต่อเนื่อง

การเดินเกมเชิงรุกของ “พรรคสีเขียว” อาจทำให้ “พรรคสีแดง” ต้องรู้สึกหวั่นไหวอยู่ไม่น้อย เพราะที่ผ่านมา สส.หรือสมาชิกบางส่วนของพรรคเพื่อไทย ต่างแสดงบทบาทคล้าย “ฝ่ายค้านในคราบรัฐบาล”

ทั้งการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลผ่านคำสัมภาษณ์และการอภิปราย หรือบางครั้งเคลื่อนไหวจนทำให้ “พรรคสีน้ำเงิน” ระแวงและไม่พอใจ เนื่องจากมองว่าพรรคเพื่อไทยไม่สามารถควบคุมคนในพรรคของตัวเองได้

ไม่ว่าจะเป็นการร่วมเสวนาของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในเวทีอดีตผู้นำฝ่ายค้าน การอภิปรายหรือโพสต์เฟซบุ๊กเหน็บแนมรัฐบาลของ “อดิศร เพียงเกษ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่การเคลื่อนไหวแบบเอกเทศของ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ล้วนสร้างความไม่พอใจให้พรรคภูมิใจไทย เพียงแต่ยังไม่มีการแสดงออกอย่างเปิดเผย

ดังนั้น ยิ่ง “พรรคสีเขียว” วางตัวเป็นกัลยาณมิตรที่ดี แม้ไม่ได้ร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ “พรรคสีแดง” ก็ยิ่งต้องกลับมาเข้มงวดกับการควบคุมทิศทางและวินัยของ สส.ในพรรคมากขึ้น

ก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 พรรคเพื่อไทยจึงเรียกลูกพรรคเข้าหารือและกำชับอย่างหนักว่า อย่าแตกแถวอีก

เพราะในจังหวะที่มี “จอมเสียบ” คอยสร้างภาพเปรียบเทียบอยู่ตลอด การคุมเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขในสภาฯ แต่เป็นเรื่องของการรักษาสมดุลอำนาจภายในรัฐบาลด้วย

ท้ายที่สุด ศึกงบฯ 70 จะเป็นอีกบททดสอบว่า “พรรคกล้าธรรม” จะยังเป็นฝ่ายค้านที่มีจุดยืนอิสระ หรือจะถูกมองชัดขึ้นว่าเป็น “ฝ่ายค้ำ” ที่เข้ามาช่วยพยุงเสถียรภาพรัฐบาล และยิ่งบทบาทนี้เด่นชัดมากเท่าไร พรรคเพื่อไทยก็ยิ่งต้องระวังไม่ให้ตัวเองกลายเป็นฝ่ายที่ถูกคานอำนาจเสียเอง