วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘เมกะโปรเจกต์’ 1.3 หมื่นล้าน เดิมพัน‘ภท.’ พลิกเรตติ้ง 5 จว.ใต้

นี่จึงไม่ใช่เพียง ครม.สัญจร เพื่อการพัฒนา หากแต่เป็นอีกหนึ่งสนามทดสอบว่า“เม็ดเงิน” กับ“คะแนนเสียง”จะเดินไปด้วยกันได้หรือไม่

KEY POINTS

  • พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เดิมพันทางการเมืองด้วยการผลักดันเมกะโปรเจกต์มูลค่ารวม 13,089 ล้านบาท
  • เป้าหมายของโครงการคือเพื่อพลิกฟื้นคะแนนนิยมของรัฐบาลและพรรคในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
  • โครงการนี้ถูกนำเสนอเป็น "เรือธงใหม่" เพื่อสร้างผลงานในภาคใต้ หลังจากโครงการ "แลนด์บริดจ์" มูลค่า 1 ล้านล้านบาทล้มเหลว
  • การลงทุนนี้เป็นการเดินเกมการเมืองเพื่อสู้กับพรรคคู่แข่งในพื้นที่ภาคใต้อย่างพรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาชาติ
  • โครงการต่างๆ จะถูกผลักดันผ่านการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาในพื้นที่
  • บทพิสูจน์สำคัญคือเม็ดเงินลงทุน 1.3 หมื่นล้านบาทนี้ จะสามารถเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงและความนิยมทางการเมืองให้พรรคภูมิใจไทยได้สำเร็จหรือไม่

การประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือ “ครม.สัญจร” นัดแรกของ “รัฐบาลอนุทิน 2” ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-1 ก.ย.2569 จากนี้ต้องจับตา “หมุดหมายสำคัญ” 5 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ที่รัฐบาลพยายามเติมโครงการเรือธง หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะกลายเป็นจุดพลิกเกม เพื่อกลบจุดอ่อน “กระแสนิยมรัฐบาล” ได้มากน้อยเพียงใด

หลังจากนโยบายเรือธงสำคัญ อย่าง“โครงการแลนด์บริดจ์” มูลค่า 1 ล้านล้านบาท “ล่มไม่เป็นท่า” หลังเจอแรงต้านจากหลายภาคส่วน รวมทั้งข้อกังวลอย่างจริงจังจากภาคเอกชน

ที่สำคัญคือ ผลศึกษาของคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 133/2569 ซึ่งมี “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นประธาน ชี้ชัดถึงประเด็น “ความไม่คุ้มค่า” ของโครงการ จนนำมาสู่การใส่เกียร์ถอยของรัฐบาลในที่สุด

ดังนั้นจุดขายนโยบายระดับ “อภิมหาโปรเจกต์” ของรัฐบาลภูมิใจไทย จึงไม่เหลือ เพื่อสร้างผลงาน และเป็นสัญลักษณ์ความสำเร็จในภาคใต้  

ดังนั้น ครม.สัญจร ครั้งแรกของรัฐบาล ที่ประเดิมด้วยการเลือกพื้นที่ด้ามขวานนี้ จึงถูกจับจ้องถึง “แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่” รวมทั้งสิ้น 96 โครงการ มูลค่า 13,089 ล้านบาท แม้จะไม่ใหญ่ แต่จะเป็น“เรือธงใหม่”ของรัฐบาล โดยเฉพาะแกนนำอย่างภูมิใจไทย

แผนดังกล่าว แบ่งโครงการออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 

ส่วนที่ 1 เป็นโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน และมีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ทันที จำนวน 41 โครงการ วงเงินรวม 1,598 ล้านบาท ครอบคลุมทั้ง 5 จังหวัด

เมื่อส่องดูไส้ในโครงการสำคัญ เช่น จ.สงขลา นำเสนอโครงการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก บริเวณหลังวัดคลองแห อำเภอหาดใหญ่ โครงการก่อสร้างระบบป้องกันตลิ่งริมคลองบางดาน อำเภอเมือง โครงการส่งเสริมเศรษฐกิจด้านอาหาร “SADAO FOOD ECONOMY” และโครงการวัฒนธรรมสร้างสรรค์มรดกภูมิปัญญาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาสู่มรดกโลก

ขณะที่ จ.สตูล เสนอโครงการก่อสร้างหอประชุมนานาชาติจังหวัดสตูล โครงการปรับปรุงซ่อมแซมท่าเทียบเรือบ้านท่าทะเล ตำบลเกาะสาหร่าย โครงการปรับปรุงสภาพสนามกีฬารัชกิจประการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา และโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติทะเลบัน

จ.ปัตตานี มุ่งเน้นโครงการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำชายฝั่งทะเลที่ร่องน้ำปัตตานี และจุดจอดพักเรือ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการจัดการน้ำ และโครงการพัฒนาโครงข่ายถนนในพื้นที่

จ.ยะลา เสนอโครงการปรับปรุงสนามกีฬาจารูพัฒนา เทศบาลนครยะลา โครงการขุดลอกบึงแบเมาะ และโครงการปรับปรุงถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ถนนสิโรรส (ตลาดเก่า)

จ.นราธิวาส ผลักดันโครงการยกระดับโครงข่ายทางหลวงแผ่นดินเชื่อมโยงสนามบินนราธิวาส โครงการก่อสร้างแก้มลิงรองรับการระบายน้ำเมืองนราธิวาส โครงการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวหาดนราทัศน์ และโครงการก่อสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่บริเวณเรือนจำเก่า ตำบลบางนาค

สำหรับส่วนที่ 2 เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน จำนวน 55 โครงการ โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่โครงการยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในพื้นที่ จ.ปัตตานี และยะลา ซึ่งมีวงเงินนำเสนอรวมสูงถึง 11,491 ล้านบาท ได้แก่

จ.ปัตตานี เสนอโครงการพัฒนาโครงข่ายถนนประตูสู่จังหวัดชายแดนใต้ วงเงิน 5,290 ล้านบาท โครงการสถานีสูบน้ำดิบพร้อมระบบท่อส่งน้ำเพื่อรองรับเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน วงเงิน 993 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างหอเฉลิมพระเกียรติฯ รัชกาลที่ 9 ณ สวนป่าในเมือง วงเงิน 900 ล้านบาท

ส่วน จ.ยะลา เตรียมเสนอโครงการพัฒนาท่าอากาศยานเบตง ขยายทางวิ่งจาก 1,800 เมตร เป็น 2,500 เมตร วงเงิน 2,140 ล้านบาท โครงการพัฒนาศักยภาพด่านพรมแดนเบตง วงเงิน 800 ล้านบาท โครงการก่อสร้างหอชมเมืองยะลา “Yala City Tower” วงเงิน 788 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างศูนย์กีฬาครบวงจรภายในโครงการเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 วงเงิน 580 ล้านบาท

ตามไทม์ไลน์ หลังจากรัฐบาลรับทราบข้อเสนอแผนงานทั้งหมด ที่ประชุมจะนำโครงการต่างๆ มาพิจารณากลั่นกรองและจัดลำดับความสำคัญอย่างละเอียด โดยประเมินจากความพร้อมและความจำเป็นเร่งด่วนของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก เพื่อนำไปสู่การพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้ตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิต แก้ปัญหาความเดือดร้อน และกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป

ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเดิมพันความมั่นคงของรัฐบาล ทำให้โจทย์ใหญ่ของการอัด “ประชานิยมสีน้ำเงิน” 5 จังหวัดภาคใต้ ผ่านวงประชุม ครม.สัญจร รอบนี้ จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การ “เดินหมาก” สีน้ำเงิน เพื่อพลิกวิกฤติคะแนนนิยมที่กำลังติดหล่ม ให้ฟื้นคืนกลับมาเพียงเท่านั้น

แต่หากมองใน “มิติการเมือง” จะเห็นได้ชัดว่า สถานการณ์ “ภูมิใจไทย” ในพื้นที่ “5 จังหวัดภาคใต้” เวลานี้ กำลังถูกโอบล้อมและบดขยี้โดยพรรคคู่แข่งใน “สมรภูมิด้ามขวาน”

ทั้ง “พรรคประชาธิปัตย์” ที่กำลัง “ดึงคะแนน” และ “สร้างแต้มต่อ” จากการเดินเกมต่อต้าน “โครงการแลนด์บริดจ์” หวังต่อยอดอัปเกรดตัวเลข สส.จาก 2 ที่นั่งในพื้นที่ 5 จังหวัด ให้มากกว่าเดิมในการเลือกตั้งรอบหน้า

ขณะที่ “พรรคกล้าธรรม” แม้เวลานี้จะถูกจัดอยู่ในสถานะ “ฝ่ายคอย” ร่วมรัฐบาลในสมการการเมือง แต่ด้วยจำนวน “ตั๋วผู้แทน” ซึ่งเป็นอันดับสองรองจากภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้

หากนับเฉพาะ 5 จังหวัด กล้าธรรมมี สส. 7 คน ขณะที่ภูมิใจไทยมี สส. 11 คน จึงต้องถือว่า “พรรคสีเขียว” ยังเป็นคู่แข่งสำคัญของ “พรรคน้ำเงิน” ในการเลือกตั้งรอบหน้า

ส่วน “พรรคประชาชาติ” มี สส.ในพื้นที่ 5 จังหวัด จำนวน 4 คน ก็ใช่ว่าจะประมาทได้เช่นกัน

ฉะนั้น ภายใต้สถานการณ์ที่ “รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย” กำลังถูกตีขนาบจากทั้งปัญหาการบ้าน-การเมืองรอบทิศทาง ดังนั้น “หมุดหมายใหม่” ที่ ครม.สัญจรนัดแรกของรัฐบาลอนุทิน 2 เตรียมผลักดัน จะมีพาวเวอร์เพียงพอต่อการพลิกสถานการณ์ ให้รัฐบาลพ้นจากหล่มการเมืองในขณะนี้ได้หรือไม่ อย่างไร

เพราะท้ายที่สุดแล้ว โครงการมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทอาจสร้างถนน สะพาน สนามบิน แหล่งท่องเที่ยว หรือโครงสร้างพื้นฐานได้ แต่โจทย์ที่ใหญ่กว่านั้นคือ จะสามารถสร้าง “ความนิยมทางการเมือง” ให้กลับคืนมาได้มากเพียงใด

นี่จึงไม่ใช่เพียง ครม.สัญจร เพื่อการพัฒนา หากแต่เป็นอีกหนึ่งสนามทดสอบว่า“เม็ดเงิน” กับ“คะแนนเสียง”จะเดินไปด้วยกันได้หรือไม่ ในสมรภูมิ 5 จังหวัดภาคใต้ที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเดิมพันครั้งสำคัญ