“ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย” สก.เขตบางซื่อ ให้สัมภาษณ์พิเศษหลังรับตำแหน่งประธานสภา กทม.หญิงคนแรก ในประวัติศาสตร์การเมืองท้องถิ่นเมืองหลวง ชูวาระใหญ่จัดการทุจริตใน กทม. พร้อมยกระดับสภา กทม.
KEY POINTS
- ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภา กทม.หญิงคนแรก ประกาศยกระดับสภาฯ ให้เป็น "สภาของประชาชน" เน้นการตรวจสอบงบประมาณ พร้อมผลักดันสภาฯ โปร่งใส
- จัดตั้ง "สำนักงานวิชาการและงบประมาณ" เป็นเครื่องมือให้ สก. ตรวจสอบการใช้งบประมาณกว่า 1 แสนล้านบาทของฝ่ายบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ และโปร่งใส
- ยืนยันการตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างเข้มข้นสามารถเดินหน้าควบคู่ไปกับการพัฒนาเมืองได้ โดยไม่ยอมให้การเมืองแบบเกรงใจมาเป็นอุปสรรค
จากนักธุรกิจสู่ประธานสภากรุงเทพมหานคร หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ ด้วยวัยเพียง 38 ปี “ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย” เปิดใจถึงเส้นทางการเมืองที่ไม่เคยอยู่ในแผนชีวิต พร้อมประกาศเปลี่ยนบทบาทสภา กทม. จากเวทีรับรองนโยบาย เป็น “สภาของประชาชน” ที่ตรวจสอบงบประมาณกว่าแสนล้านบาทอย่างเข้มข้น และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมกำหนดอนาคตของเมือง ย้ำจุดยืน การตรวจสอบฝ่ายบริหารกับการพัฒนาเมืองสามารถเดินควบคู่กันได้ และจะไม่ยอมให้การเมืองแบบเกรงใจกัน กลายเป็นอุปสรรคของการตรวจสอบ
วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของการเมืองท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เมื่อ “เนอส” ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตบางซื่อ พรรคประชาชน วัยเพียง 38 ปี ได้รับเลือกจากที่ประชุมสภา กทม. ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 26 และเป็นผู้หญิงคนแรกที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายนิติบัญญัติท้องถิ่นเมืองหลวง
เธอได้รับคะแนนสนับสนุนจาก สก.พรรคประชาชน กลุ่มคนทำงาน และสมาชิกอิสระ รวม 39 เสียง สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของสมดุลทางการเมืองในสภา กทม. หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ที่พรรคประชาชนคว้าชัยในหลายพื้นที่สำคัญ และครองเสียงข้างมากในสภา
สำหรับ “ภัทราภรณ์” นอกจากรักษาเก้าอี้ สก.เขตบางซื่อไว้ได้เป็นสมัยที่สองแล้ว ยังสามารถเอาชนะฐานการเมืองของตระกูล “คงอุดม” ด้วยคะแนนกว่า 21,251 คะแนน เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งปี 2565 อย่างชัดเจน สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อผลงานในพื้นที่ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา
เปลี่ยนสภา กทม.เป็น “สภาของประชาชน”
ทันทีที่ได้รับเลือกเป็นประธานสภา กทม. “ภัทราภรณ์” ไม่รอให้ครบวาระ หรือปรับตัวกับตำแหน่งใหม่ แต่ประกาศเป้าหมายแรกทันทีคือ การปฏิรูปการทำงานของสภาให้ทันสมัย โปร่งใส และมีเครื่องมือทางวิชาการรองรับการตรวจสอบฝ่ายบริหาร
เธอเสนอให้จัดตั้ง สำนักงานวิชาการ และงบประมาณของสภา กทม. ทำหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณ ศึกษาร่างข้อบัญญัติ และจัดทำข้อมูลเชิงลึก เพื่อให้สมาชิกสภาใช้ประกอบการอภิปราย และตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน "ภัทราภรณ์" ยังตั้งเป้าเปิดเผยข้อมูลการประชุม การลงมติ และข้อมูลด้านงบประมาณต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตาม ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมกับการตัดสินใจของสภาได้มากขึ้น
“ดิฉันยืนยันว่า การใช้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่า ไม่ใช่ความเพ้อฝัน การทำให้สภากรุงเทพฯ โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ คือ ความปกติที่ควรเกิดขึ้นมานานแล้ว”
ชีวิตที่ไม่ได้วางแผนจะเป็นนักการเมือง
หลายคนอาจมองว่า การเป็นลูกของอดีต สก. ทำให้เส้นทางการเมืองของเธอถูกกำหนดไว้แล้ว แต่ “ภัทราภรณ์” ยืนยันว่า ความจริงตรงกันข้าม
หลังจบการศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อ MBA ที่มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เธอกลับมาบริหารธุรกิจครอบครัว ทั้งกิจการลูกอัด และเศษเหล็ก รวมถึงธุรกิจบ้านเช่า โดยไม่เคยคิดจะเข้าสู่สนามการเมือง
จุดเปลี่ยนชีวิตเกิดขึ้นในปี 2565 เมื่อธุรกิจเริ่มลงตัว มีเวลามากขึ้น และเธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ชีวิตจะทำประโยชน์ให้สังคมได้มากกว่านี้หรือไม่
ภาพของคนกรุงเทพฯ ที่ต้องเดินบนถนนเพราะฟุตบาทชำรุด ปัญหาความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ควรได้รับการแก้ไข กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญ
“ตอนนั้นรู้สึกว่าชีวิตคนไทยราคาถูกเกินไป หลายปัญหาไม่ควรเกิดขึ้นเลย ถ้าไม่มีใครลงมือทำ มันก็จะเป็นแบบนี้ต่อไป”
แม้ในอดีตจะเคยสนับสนุนพรรคเพื่อไทย แต่เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจลงสมัครเลือกตั้ง เธอเลือกพรรคก้าวไกล ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นพรรคประชาชน เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพราะความนิยมของพรรค หากแต่เป็นรูปแบบการทำงาน
“เราคิดว่าถ้าอยู่กับพรรคก้าวไกล เราจะมีอิสระในการทำงานมากกว่า สามารถใช้ศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่”
ดีเอ็นเอพ่อ ทำงานหนัก สื่อสารกับ ปชช.
แม้ในวัยเด็กจะไม่ได้สนใจการเมืองมากนัก แต่การเติบโตในบ้านของ สมพงษ์ เก่งรุ่งเรืองชัย อดีต สก.เขตบางซื่อ ทำให้เธอเห็นภาพการทำงานของนักการเมืองท้องถิ่นอยู่เสมอ ภาพจำของเธอในวัยเด็กคือ ผู้คนเดินทางมากดกริ่งหน้าบ้าน ขอให้พ่อช่วยแก้ปัญหาในชุมชน
เมื่อเธอลงสมัครเลือกตั้ง สก.ในปี 2565 คุณพ่อกลายเป็น “โคชการเมือง” คนสำคัญ ถ่ายทอดทั้งประสบการณ์ วิธีลงพื้นที่ และแนะนำเครือข่ายในชุมชน
สิ่งที่สร้างความประทับใจที่สุดคือ ประชาชนจำนวนมากยังจดจำผลงานของพ่อได้ แม้เวลาจะผ่านไปกว่าสองทศวรรษ
“คนในพื้นที่ยังพูดถึงคุณพ่อ ทำให้เรารู้ว่า ถ้าทำงานจริง ประชาชนจะจำเราได้เสมอ”
เธอยืนยันดีเอ็นเอความเป็นลูกนักการเมือง ที่ถ่ายทอดมาจากพ่อ ก็คือ การทำงานหนักเพื่อประชาชน และต้องสื่อสารกับประชาชนด้วย
สก.ไม่ใช่แค่เดินชุมชน ต้องตรวจสอบงบ
ภัทราภรณ์ มองว่า บทบาทของ สก. เปลี่ยนไปมากในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่ประชาชนเข้าใจว่า สก. มีหน้าที่เพียงรับเรื่องร้องเรียนในชุมชน วันนี้ประชาชนเริ่มเข้าใจว่า สภา กทม. คือ องค์กรที่มีอำนาจอนุมัติงบประมาณมากกว่า 100,000 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องทำทั้งงานพื้นที่ และงานนิติบัญญัติไปพร้อมกัน
"สก.จำเป็นต้องทำงานพื้นที่ รับฟังปัญหาเล็กๆ น้อยๆ จากหน้าบ้านของประชาชน พื้นที่ทิ้งไม่ได้ แต่งานสภาก็สำคัญมาก สก. ต้องทำทั้งสองเรื่องควบคู่กัน”
ประสบการณ์การทำงานในสภา กทม. ตลอด 4 ปี ทำให้เธอพบว่า หลายปัญหาไม่ได้เกิดจากงบประมาณไม่พอ แต่เกิดจากการใช้งบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ หลายโครงการจัดซื้อวัสดุคุณภาพต่ำ ใช้ได้ไม่นานก็เสีย ต้องของบใหม่ซ้ำอีก
เมื่อขยายผลการตรวจสอบ ก็พบความผิดปกติในหลายโครงการ รวมมูลค่าหลายร้อยล้านบาท “ถ้าปล่อยให้เงินรั่วไหล เมืองจะไม่มีวันพัฒนา ต่อให้เพิ่มงบประมาณอีกเท่าไรก็ไม่พอ”
ตรวจสอบได้ โดยไม่ต้องเกรงใจฝ่ายบริหาร
แม้ต้องทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แต่เธอยืนยันว่า การตรวจสอบไม่ควรถูกนำไปแลกกับผลประโยชน์ทางการเมือง
“เราไม่ต้องเกรงใจว่า ถ้าเราไปตรวจสอบฝ่ายบริหารเยอะๆ จะไม่ตั้งโครงการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของเรา การตรวจสอบกับการพัฒนาเมืองต้องแยกออกจากกัน”
เธอยังชื่นชมผู้ว่าฯ ชัชชาติ ว่า เป็นฝ่ายบริหารที่เปิดรับข้อมูล หาก สก. ทำการบ้านมาดี และมีข้อเท็จจริงรองรับ
ภารกิจสำคัญที่สุดของประธานสภาฯ คนใหม่ ไม่ใช่เพียงการบริหารการประชุม แต่คือ การยกระดับบทบาทของสภา กทม. ให้เป็นองค์กรตรวจสอบที่เข้มแข็ง และทำให้ประชาชนเข้าใจระบบสภา งบประมาณ และอำนาจของ สก. มากขึ้น
“เนอสคิดว่าสำคัญมาก คือ การยกระดับสภาท้องถิ่น”
เธอเชื่อว่า หากประชาชนเข้าใจกลไกเหล่านี้ ก็จะร่วมผลักดันการเปลี่ยนแปลงเมืองได้อย่างมีพลัง
"เรื่องการทุจริต ยังไงเราก็ต้องให้เป็นวาระใหญ่ เพราะกระทบทุกสิ่งที่เราอยากทำแล้วทำไม่ได้ ที่อยู่หน้าบ้านทุกคน 4 ปีจากนี้เรื่องการจัดการทุจริต จะให้เป็นวาระใหญ่"
ก่อนปิดบทสนทนา “ภัทราภรณ์” ทิ้งข้อคิดที่สะท้อนเส้นทางชีวิตจากนักธุรกิจสู่ผู้นำสภาท้องถิ่นไว้ว่า
“ชีวิตคาดเดาไม่ได้ เราวางแผนได้แค่คร่าวๆ แต่เมื่ออะไรเกิดขึ้นแล้ว เราเปลี่ยนอดีตไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ คือ ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นดีที่สุด แล้วเดินหน้าสู้ต่อไป” ประธานสภา กทม. ย้ำทิ้งท้าย
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





