ภาวะเตี้ยอุ้มค่อมในมุ้งน้ำเงิน ระหว่าง“2 น.” จึงน่าจะมีเส้นแบ่ง หรือจุดตัดที่แต่ละฝ่ายไม่กล้าออฟไซด์อีกฝ่าย เพราะสุ่มเสี่ยงจะสะดุดขาตัวเองเข้าให้ จังหวะนี้ต้องคุมกำเนิดสนิมเนื้อในหลายต่อหลายเรื่อง ไม่ให้กัดกร่อน ทำลายเกมอำนาจระยะยาว
KEY POINTS
- คะแนนนิยมอนุทิน และภูมิใจไทย ตกลงอย่างหนัก กลายแรงกดดันทางการเมืองอย่างมหาศาล
- อนุทิน เบี่ยงเบนประเด็น ต้นเหตุมาจากหลายเรื่อง โดยเฉพาะบรรดารัฐมนตรี สื่อสารไม่เต็มที่
- สเต็ปขู่ปรับครม. จึงตามมา เพื่อผ่องถ่ายแรงกดดันของตัวเองไปยังรัฐมนตรีด้วย
- แต่พอถูกถามย้ำ กลับตอบแบบลืมที่พูดไว้ก่อนหน้านี้ บอกยังไม่มีเค้าลางปรับครม.
- ท่ามกลางข้อสังเกต 2น. มีเส้นแบ่ง ไม่กล้าล้ำเส้นระหว่างกัน
เหลี่ยมคูและความเขี้ยวทางการเมือง เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก ในจังหวะที่คนเป็นผู้นำประเทศกำลังเมาหมัดจากหลายปัญหา
จากวิกฤติความเชื่อมั่นที่ก่อตัวรุมเร้า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย สะท้อนผ่านผลสำรวจของนิด้าโพล แนวโน้มความนิยมของอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย ตกต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ
เฉพาะตัวของอนุทิน จากไตรมาสแรก ปี 69 เรตติ้งอยู่ที่ 29.40% ที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ พอเป็นรัฐบาลสมัย 2 ผ่านไปเพียง 3 เดือน เข้าไตรมาส 2 ตัวเลขเปลี่ยนแปลงไปในทางลบอย่างชัดเจน ความนิยมลดลงไปจากเดิมถึง 7.72%
ทิศทางไม่ต่างจากกับความนิยมในตัวพรรคภูมิใจไทย ยานแม่สีน้ำเงิน เรตติ้งจาก 26.60% ที่ประชาชนจะสนับสนุน ตัวเลขล่าสุด หล่นวูบ รวดเดียวรูดลงไปถึง 9.6%
สถานการณ์ของภูมิใจไทย จึงแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับพรรคประชาชน ลดลง 1% เพื่อไทย เพิ่มขึ้น 4.8% หรือประชาธิปัตย์ เพิ่มขึ้น 1.04% เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า ภูมิใจไทยคะแนนเหวี่ยงลงหนักหน่วงที่สุดในบรรดากลุ่มหัวแถว แม้จะกุมอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ องค์กรอิสระ แทบจะเบ็ดเสร็จ แต่ไม่เพียงพอที่จะแปลงเป็นความนิยมชมชอบต่อประชาชนได้
ตรงนี้เองที่ทำให้เห็นชัดเจนว่า ความแพรวพราว ลื่นไหล แบบฉบับอนุทิน พลิ้วกระทบชิ่งไปอีกเรื่องได้อย่างแนบเนียน เมื่อเจอนักข่าวถามถึงความนิยมของตัว“นายกฯหนู” และภูมิใจไทย ที่ดิ่งลงอย่างหนัก จากที่ยอมรับว่า มันต้องมีปัญหาตรงไหน Something Wrong แน่นอน
จากนั้นอนุทิน ก็ออกลีลาสับสวิตช์ทันทีว่า ปัญหาอยู่ที่การสื่อสารของรัฐบาลที่ไม่ชัดเจน คนซวยเลยหนีไม่พ้นบรรดารัฐมนตรี โดยเฉพาะจากพรรคภูมิใจไทย ที่มีประเด็นอยู่แล้ว จากเรื่องผลงานไม่ออก
ตอนนี้กลายเป็นอนุทิน เปิดประเด็นใหม่ว่า ต้นตอปัญหาอยู่ที่รัฐมนตรี ไม่ตีปี๊บสื่อสารในสิ่งที่ทำ ก็ไหนก่อนหน้านี้บอกว่าหลายคนโลกลืม ไม่มีผลงาน ตอนนี้กลับบอกว่ามีผลงานแต่ดันไม่ประชาสัมพันธ์ จนเป็นที่มาของความนิยมตกต่ำ แถมขู่ปรับครม. จนหลายคนขนหัวลุกซู่
“ถ้ายังเป็นรัฐมนตรีโลกลืมอยู่ นายกฯก็จะลืมบ้าง ถ้านายกฯลืม ก็คือ ไม่จำเป็นต้องมีเขาอยู่ในคณะรัฐมนตรี” อนุทิน ระบุ
พอพูดแบบนั้นออกไปยังไม่ทันจะครบ 24 ชม. หลังประชุมครม. 7 ก.ค.ที่ผ่านมา ท่าทีอนุทิน เปลี่ยนหน้าตาเฉย จากขู่ปรับครม. กลับบอกว่ายังไม่มีเค้าลางปรับครม. จึงไม่แน่ใจว่านายกฯ กำลังสับขาหลอกใคร หรือพอพูดจะปรับครม.ปุ๊บ ส่งผลให้ภายในพรรคภูมิใจไทยกระเพื่อมอย่างหนัก จนต้องเปลี่ยนท่าทีอย่างนั้นหรือ
เกมเก้าอี้ดนตรีในภูมิใจไทย อาจไม่ใช่สิ่งที่อนุทิน“พูดแล้วทำได้ทันที” ในเมื่อเนื้อในการบริหารจัดการของพรรคนี้ มีองค์ประกอบของพาร์ตเนอร์โควตาบ้านใหญ่ ความเป็นหุ้นส่วน มีเจ้าของตัวจริงกำหนดยุทธศาสตร์การวางตัวบุคคล จึงอาจไม่ใช่เฉพาะตัวนายกฯ หรือหัวหน้าพรรค จะจับวาง หรือสั่งซ้ายหันขวาหันได้ 100% ถ้าคนที่คุณก็รู้ว่าใคร ไม่เปิดไฟเขียว
ความระส่ำของอนุทิน ที่เป็นผลจากความนิยมตกลง ตอนนี้กำลังส่งผ่านความระส่ำนั้นไปถึงรัฐมนตรีสีน้ำเงินถ้วนหน้าเป็นที่เรียบร้อย
กับกลยุทธ์เบี่ยงประเด็นของนายกฯ แทนที่จะให้สปอตไลต์ส่องมาที่ตัวเองคนเดียว จึงต้องกระจายความเสี่ยงไปให้ ครม.ทุกคน กับเงื่อนไขเรื่องการประเมินผลงาน ต้องเร่งพีอาร์ให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น
2 คนที่ว่าแน่ๆ ทั้ง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง และ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์”รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ โดยในส่วนของ“รองฯเอก” ว่ากันว่า ได้รับการการันตีจากเจ้าของพรรคภูมิใจไทยว่า จะมีที่ทางทำงานให้ ไม่ทอดทิ้ง ซื้อใจที่อุตส่าห์เดิมพันชีวิตราชการ ยอมเปลืองตัวออกมาโลดแล่น ตอบสนองฝ่ายการเมือง
ส่วน“ศุภจี” ที่ช่วงหลังมานี้ โซเซียลมีเดียประกาศตามหาคนหาย หลังเสร็จอีเวนต์ซ้อนท้ายอนุทินบนรถพุ่มพวง ตอนนี้ก็นั่งไม่ติด แพ็กคู่เอกนิติ เปิดเพจเฟซบุ๊ค สนองนโยบายอนุทินทันที เดินหน้าเร่งยกเครื่องการสื่อสารขนานใหญ่
2 ขุนพลในกระทรวงเศรษฐกิจ ที่มีส่วนดึงคะแนนจากโหวตเตอร์ ให้มากาภูมิใจไทย ผ่านไป 3 เดือน เก้าอี้ตอนนี้ก็ดูจะร้อนขึ้น ไม่ต่างจากก๊วนลูกเทพหลายคนที่เริ่มนั่งไม่ติด
การตัดสินใจปรับ ครม.ของอนุทิน จึงมีเงื่อนไขที่มากกว่าอำนาจการพิจารณาของนายกฯ ตามกฎหมาย หาก “น.เน” ไม่เปิดไฟเขียว อนุทินจะกล้าหัก เอาคนสายตรงบุรีรัมย์ออกจริงหรือไม่ หรือกล้ารื้อโควตาที่จัดสรรให้กับแต่ละกลุ่มก๊วนบ้านใหญ่แค่ไหน
เรื่องนี้จึงเป็นจุดตัดสำคัญว่า เสถียรภาพในภูมิใจไทย อาจถึงขั้นแตกหัก หาก“หนู” ไม่สน“เน” หรือ“เน”ไม่เอา“หนู”แล้ว ซึ่งหลายคนยังประเมินว่าไกลความจริง
ภาวะเตี้ยอุ้มค่อมในมุ้งน้ำเงิน ระหว่าง“2 น.” จึงน่าจะมีเส้นแบ่ง หรือจุดตัดที่แต่ละฝ่ายไม่กล้าออฟไซด์อีกฝ่าย เพราะสุ่มเสี่ยงจะสะดุดขาตัวเองเข้าให้ จังหวะนี้ต้องคุมกำเนิดสนิมเนื้อในหลายต่อหลายเรื่อง ไม่ให้กัดกร่อน ทำลายเกมอำนาจระยะยาว





