สภาฯใช้เวลา3วันอภิปราย งบฯ70 ในเนื้อหา "ฝ่ายค้าน" ลากขยะ ใต้พรมมาเปิดโปง โดยเฉพาะเมกะโปรเจกต์ที่รัฐบาลสีน้ำเงินเตรียมทำ ที่พบว่าซ่อนเส้นสายเอื้อกลุ่มทุน
KEY POINTS
- ฝ่ายค้านอภิปรายงบประมาณปี 2570 โดยพุ่งเป้าไปที่เมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลที่ส่อทุจริตเชิงนโยบายและเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน เชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย
- มีการตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในงบประมาณก่อสร้างถนนของกระทรวงคมนาคม ที่อาจมีการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มผู้รับเหมารายใหญ่ และการแก้เกณฑ์ ที่ส่อว่าเพื่อรับเงินทอน
- รวมถึงโครงการแพลตฟอร์มการเรียนรู้มูลค่าหมื่นล้านบาทถูกตรวจสอบ โดยพบว่าบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมประมูลมีความเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง
- โครงการ TH-AI Passport ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นว่าอาจมีการล็อกสเปกเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนบางราย แม้จะยังไม่ถูกบรรจุในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ
- แม้ "ฝ่ายค้าน" ไม่สรุปว่า มี "ทุจริต" ในโครงการต่างๆ หรือไม่ ทว่าการเปิดโปงเส้นสายรอบนี้ ทำให้ สังคม ไม่ไว้วางใจรัฐบาล
เป็นไปตามคาดที่ “ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570” ผ่านสภาฯ วาระแรก ไปได้ เมื่อ 1 ก.ค.2569 แม้ “ฝ่ายค้าน” จะพาเหรดกดโหวต “ไม่รับหลักการ” ทว่า คะแนนที่ออกมา ชี้ชัดว่า “ฝ่ายเสียงข้างมาก” ยังประคองให้เป็นไปตามเกมได้
ทว่าในห้วงเวลา 3 วัน ที่สภาฯ เปิดฟลอร์ให้ “ฝ่ายค้าน” ลุกอภิปราย พบว่าได้สร้างแผล เปิดประเด็น “ไม่ไว้วางใจ” รัฐบาลสีน้ำเงิน ให้ “ภาคประชาสังคม” จับตา ติดตามต่อ
โดยเฉพาะการหยิบยกเส้นทางความพิรุธ เส้นสายที่ส่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุน ที่เกิดขึ้นในหลายโครงการรัฐ พร้อมลากโยงความเชื่อมร้อย ไปยังแกนนำระดับบนของพรรคภูมิใจไทย ที่แม้มีรัฐมนตรีหลายคนถูกพาดพิง แต่ไม่สามารถยืดอกชี้แจงยืนยันความบริสุทธิ์ได้
กับประเด็นที่พรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะ “พรรคประชาชน” ที่รื้อพรม ดึงขยะที่ซุกอยู่ข้างใต้ออกมาเปิดเผย คือ งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้กับโปรเจกต์ใหญ่ มูลค่าหลักหมื่นล้านบาท ถึงแสนล้านบาท ทว่าภายใต้โปรเจกต์นั้น พบเส้นสาย “บริษัทเอกชน” ที่โยงไปถึงนายทุนพรรคการเมือง
โปรเจกต์แรกที่ประเดิมเปิดโปง คือ “งบฯทำถนน” ที่ “สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ" สส.พรรคประชาชน รื้อเจอว่า งบฯกว่า 99.2% อยู่ในมือของกระทรวงคมนาคม ที่ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” แกนนำพรรคภูมิใจไทย กำกับดูแลฐานะรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม หากคิดเป็นเม็ดเงิน จะมีมูลค่ามากถึง 1.42 แสนล้านบาท
ด้วยตัวเลขงบประมาณที่มหาศาล “สุรเชษฐ์” อ้างถึง ได้ถูกขยายภาพความเชื่อมโยงกับ “กลุ่มทุน” ที่ใกล้ชิดกับแกนนำรัฐบาล
โดยเฉพาะกลุ่มทุนในบริษัทก่อสร้าง ที่มีบัตรวีไอพี เรียกเป็นผู้รับเหมาชั้นพิเศษ 83 ราย ที่ได้รับการว่าจ้างจากรัฐ ซึ่งปี 2670 มี 70 โครงการใหม่ คิดเป็นงบประมาณรวม 8,385 ล้านบาท และยังมีการผูกพันปีต่อไป รวมอีก 5.1 หมื่นล้านบาท พร้อมตั้งข้อสังเกตถึง “เงินทอน-ขอส่วนแบ่ง”
ทั้งนี้ “สุรเชษฐ์” ยังจับทางของการเอื้อประโยชน์ให้ “ผู้รับเหมาระดับวีไอพี” ด้วยว่า อาจมีการใช้ มติ ครม. เพื่อแก้เกณฑ์ก่อหนี้ผูกพันข้ามปี จากเดิมต้องจัดสรรปีแรก ขั้นต่ำ 15% ของงบโครงการทั้งหมดเพื่อไม่ให้ซอยงบ แต่กลับพบว่าที่ผ่านมามี 10 โครงการที่ลดเกณฑ์ดังกล่าว เหลือ 10% ซึ่งเป็นงานที่ “ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ” ได้งาน
โดยเรื่องนี้ ถูกมองว่า คือการเล่นแร่แปรธาตุ-ซุกส่วยก่อสร้างถนน ที่มีความพยายามทำให้ถูกกฎหมาย หาก “ครม.” ลงมติให้แก้เกณฑ์
ต่อด้วยเมกะโปรเจกต์ "แพลตฟอร์มการเรียนรู้หมื่นล้าน” ที่ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” รองหัวหน้าพรรคประชาชน จับตา มี 4 โครงการที่ยกมาขยายแผล “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ได้แก่
1.โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา (NDLP) 2.โครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะสำหรับเด็กนักเรียนประถมและมัธยมศึกษา ที่กระทรวงศึกษาธิการ ดูแล 3.โครงการ Skill/Credit Portfolio สำหรับนักศึกษาที่ใช้งบประมาณ และ 4.ระบบคลังหน่วยกิตกลาง ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดูแล
ทั้ง 4 โครงการมีมูลค่ารวมกันกว่า 2.62 หมื่นล้านบาท โดยจุดเริ่มต้นโครงการเกิดขึ้นในสมัยที่ “คนของพรรคภูมิใจไทย” เป็นเจ้ากระทรวง และพบพิรุธที่ “ฝ่ายค้าน” กังวลว่า จะเอื้อให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม ได้กำไรจากโครงการรัฐ
โดย “พริษฐ์” ยกทีโออาร์ของทั้ง 4 เมกะโปรเจกต์มาส่อง และพบพิรุธว่า ใน 12 สัญญาของทั้ง 4 โครงการ มี 23 บริษัทเข้าร่วม และทั้งหมดมีความเชื่อมโยงถึงกัน ทั้งโครงสร้างผู้ถือหุ้นหลัก ถือหุ้นย่อย มีอาณาจักรในที่เดียวกัน มีเครือข่าย คู่เทียบทีมเดียวกัน
“อภิมหาโครงการแพลตฟอร์มการเรียนรู้หมื่นล้าน เป็นเสมือนมหกรรมรวมญาติพลัส ระหว่างกลุ่มทุนที่เป็นเครือข่ายเดียวกัน เชื่อมโยงกันทางเส้นเงิน และความคุ้นเคย ดังนั้นสิ่งที่ขอตั้งคำถามว่า ใครที่ริเริ่ม ใครได้ประโยชน์ แม้สรุปชัดๆ ไม่ได้ว่า มีการทุจริตเกิดขึ้น แต่ขอให้รัฐบาลเร่งสกัดสิ่งที่จะผลาญภาษีประชาชน” พริษฐ์ ระบุ พร้อมย้ำว่า จะติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด
ในโครงการสุดท้าย คือ TH-AI Passport ที่ “กระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจเพื่อสังคม” ภายใต้การกำกับของ “ไชยชนก ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยดูแล ในฐานะ “รมว.ดีอี” แม้ตัวโครงการจะไม่ถูกเขียนไว้ใน “ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70” แต่ถูกฝ่ายค้าน ทั้ง "พรรคประชาชน-ประชาธิปัตย์-กล้าธรรม-ไทยภักดี” ยกมาขยี้ว่า เป็นโครงการที่ส่อล็อกสเปก เอื้อกลุ่มทุน
มีการค้นพบว่า “ทีโออาร์” ส่อเขียน เหมือนจงใจเลือก “บริษัทผู้รับงาน” ไว้แล้ว แต่ในเนื้อหนังของเรื่องนี้ ยังทำได้แค่ระคายผิว เพราะถูก “สส.ภูมิใจไทย” ประท้วงสกัดการอภิปราย เพื่อไม่ให้ “ลูกนก-ไชยชนก” บอบช้ำไปมากกว่านี้
แม้การอภิปรายของ “สส.ฝ่ายค้าน” จะไม่ได้สรุปว่า มีการทุจริต สร้างความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินมากน้อยแค่ไหน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเด็นที่ถูกเปิดโปง ทำให้ “สังคม” จับตาและตื่นตัว พร้อมเป็นแนวร่วมช่วยตรวจสอบ “รัฐบาลภูมิใจไทย” อย่างใกล้ชิด และไม่เฉพาะการพิจารณางบฯ 70 แต่ยังรวมไปถึงการปฏิบัติหน้าที่ในฝ่ายบริหาร
“พรรคภูมิใจไทย” ต้องตั้งรับเรื่องนี้ให้ดี อย่างน้อยต้องทำหน้าที่ให้ได้ อย่างคำปฏิญาณตนก่อนทำหน้าที่รัฐมนตรี-สส. เพราะหากทำอะไรที่ “ค้านสายตา-ความรู้สึกประชาชน” อาจทำให้ “รัฐนาวาสีน้ำเงิน” ไม่ได้รับความไว้วางใจ และไปต่อได้อีกไม่ไกล





