ดูเหมือนขุนพลสีส้ม พรรคประชาชน จะอยู่ในอาการกลืนไม่เข้า คายไม่ออก ทันทีที่เห็นพิมพ์เขียวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 60 ของภูมิใจไทย เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำฉบับใหม่
ความเสียเปรียบทางการเมืองของค่ายส้ม ปรากฎชัด เมื่อเนื้อหาในร่างแก้ไขของภูมิใจไทย ตรงไปตรงมา เข้าใจได้ไม่ยากว่า เกมสร้างกติกาใหม่ของประเทศ ถูกผูกขาดเอาไว้ที่ฝ่ายผู้มีอำนาจปัจจุบัน
โมเดลของสีน้ำเงิน กำหนดรูปแบบการได้มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) 100 คน มาจากตัวแทนจังหวัด 77 คน ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน 7 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 8 คน และผู้มีประสบการร่างรัฐธรรมนูญ 8 คน
โดยด่านสุดท้าย เป็นอำนาจของสมาชิกรัฐสภา เลือก 100 สสร.ตามสัดสวนจำนวนเสียงที่มีอยู่ นั่นเท่ากับว่า โอกาสที่สีน้ำเงินจะชงเอง ตบเอง ก็มีสูง มีเสียงข้างมากคุมเกมแก้รัฐธรรมนูญ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
จากเดิมฝ่ายตรงข้ามของภูมิใจไทย ประเมินว่า คงถ่วงเวลาไม่ยอมเดินหน้า หลังจากการไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างในสภา ด้วยการอ้างเหตุผลเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อน
ที่ไหนได้ภูมิใจไทย วางแผนเรื่องนี้เอาไว้แล้ว เพราะไม่เช่นนั้น จะเผชิญวิกฤติศรัทธาอย่างรุนแรง หากฝืนมติมหาชนที่สนับสนุนผ่านการลงประชามติให้แก้รัฐธรรมนูญถึง 21.6 ล้านเสียง
เมื่อสถานการณ์บังคับให้สีน้ำเงินต้องเดินทางนี้ ไม่มีทางที่จะปล่อยเลยตามเลย หรือไปวัดใจดาบหน้า ทิศทางแนวโน้มจึงออกมาอย่างที่เห็น คือบล็อกสีส้มไว้ทุกทาง พลิกเกมจากที่ไม่อยากแก้ แต่เมื่อต้องแก้ ก็ต้องเอาให้อยู่มือ ปิดกล่องให้เรียบร้อย
ถ้าสีน้ำเงินผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สำเร็จ จะยิ่งสร้างอิทธิพลทางการเมืองเพิ่มมหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัย กระชับอำนาจ กุมกลไกที่เอื้อให้สืบทอดอำนาจต่อไป
หัวหน้าส้ม เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ออกอาการตัดพ้อ เหมือนรู้ว่า เกมนี้แพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม มองว่าร่างฯ ของภูมิใจไทย ขัดทั้ง 3 หลักการของพรรคประชาชน ทั้งการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ผูกขาดพรรคใด ไม่เพิ่มอำนาจ สว. ในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
ทางออกของสีส้ม ที่นำเสนอผ่านเท้ง มองว่า กระบวนการร่างธรรมนูญฉบับใหม่ แก้ไข ม.256 หมวด15/1 สุดท้ายต้องไปทำประชามติ ครั้งที่ 2 หากร่างที่ผ่านสภาฯ ส่อว่า ผูกขาดไม่ยึดโยงประชาชน ประชาชนจะเป็นคนตัดสินคว่ำร่างฯ หรือตัดวงจรสีน้ำเงินได้ แต่ถึงตัดรอบนี้ได้ แล้วเริ่มใหม่ ส้มก็อาจจะติดเงื่อนไขเดิมของน้ำเงินซ้ำอีก
ความเขี้ยวทางการเมืองระหว่างน้ำเงินกับส้ม เทียบกันไม่ติด จุดเปลี่ยนคือเงื่อนไข MOA พรรคประชาชน ที่โหวตสนับสนุนอนุทินเป็นนายกฯ โดยไม่ร่วมรัฐบาล คิดว่าภูมิใจไทยและสว.จะว่าง่าย ตอบแทนที่อุตส่าห์โหวตให้ฟรี จนในที่สุด น้ำเงินรวบหัวรวบหาง เหยียบหลังส้มครองอำนาจ จนยากจะถูกโค่นล้ม
การเปิดแนวรบเพิ่มของพรรคส้ม กรณี 9 องคมนตรี ร่วมสังเกตการณ์ ให้คำแนะนำ และข้อห่วงใย ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถามการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 69 นั้น
ในสายตาฝ่ายส้มมองว่า รัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงขัดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แนวร่วมคนสำคัญอย่างปิยะบุตร แสงกนกกุล ก็เคลื่อนไหวแสดงความเห็นอย่างเต็มเหนี่ยวไปในแนวทางเดียวกัน
จนถูกตั้งข้อสังเกตว่า สีส้มกำลังแก้เกม เพื่อฟื้นจากความเพลี่ยงพล้ำ หลังกระแสนิยมทางการเมืองตกต่ำลงไปมากหรือไม่ จากการเดินเกมอุ้มหนูที่ผ่านมา จึงต้องหวนกลับไปใช้กลยุทธ์ดั้งเดิม เขย่าโครงสร้างสำคัญของบ้านเมือง หรือกำลังเพิ่มเพดานบินอีกครั้ง
สีน้ำเงินแสดงให้เห็นแล้ว ความแฟร์ในโลกของการเมืองไม่มีอยู่จริง ส่วนสีส้มจะโดนสยบอยู่หมัด หรือพลิกเกมฟื้นเร็วหรือช้า หรือซึมยาว เป็นความท้าทายของพรรคประชาชนโดยแท้

