เมื่อ "โสภณ" ตั้งเป้า สภาฯ ออกกฎหมาย ให้ "รัฐบาล" ใช้แก้ปัญหา จุดโฟกัส คือ รักษาองค์ประชุม ทว่ามีสส.รัฐบาลกว่า30คน จะมีบทบาทนอกห้องประชุม จำเป็น ให้ รมต. ทิ้ง สส.
KEY POINTS
- รัฐมนตรีสังกัดพรรคภูมิใจไทยที่เป็น สส.บัญชีรายชื่อ เตรียมลาออกจากตำแหน่ง สส. หลังได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ
- การลาออกมีเป้าหมายเพื่อเปิดทางให้ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อในลำดับถัดไปได้เลื่อนขึ้นมาทำหน้าที่ในสภาฯ แทน
- กลยุทธ์นี้จะช่วยรักษาจำนวนเสียงข้างมากของฝ่ายรัฐบาลในสภาฯ ให้มีความมั่นคงและสามารถควบคุมองค์ประชุมได้
- อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค และ ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค จะยังคงตำแหน่ง สส. ไว้เพื่อคุมเกมในสภาฯ
ปฏิทินรัฐบาล “อนุทิน2” ยังถูกยืนยันตามไทม์ไลน์ คือ มีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็ม ก่อนสงกรานต์ โดยคาดหมายว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี จะแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ในวันที่ 7 เม.ย.นี้
โดยระหว่างทางนับจากวันนี้ไปถึงวันนั้น คือ การตั้ง “คณะรัฐมนตรี” ชุดใหม่ ซึ่งล่าสุด “อนุทิน” พยักหน้ารับ กับคำถามของสื่อมวลชน เตรียมนำรายชื่อ ครม.ใหม่ ขึ้นทูลเกล้าฯ ในเร็ววันนี้
หากเช็คชื่อว่าที่รัฐมนตรี ตาม โผครม.ที่ออกมา พบว่าในบรรดา 35 คน มีสัดส่วนรัฐมนตรีที่ไม่มีตำแหน่ง สส.รวม 11 คน แต่ส่วนใหญ่เป็น สส.คือจำนวน 24 คน แบ่งเป็น สส.พรรคภูมิใจไทย 16 คน สส.พรรคเพื่อไทย 8 คน
ในสถานะ “สส.” ที่ต้องทำงานฝ่ายนิติบัญญัติ ในรัฐสภา ขณะเดียวกันก็ต้องทำงานหลักในฝ่ายบริหาร ทั้งในทำเนียบรัฐบาล และกระทรวงต่างๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่าย่อมเป็นปัญหาต่องานสภาฯ โดยเฉพาะ จะลดทอนความเข้มแข็งของเสียงในสภาฯ ในกรณีที่รัฐบาลถูกตรวจสอบ
ตัวเลขคณิตศาสตร์การเมือง ที่ปรากฏในวัน “โหวตนายกฯ” เมื่อ 19 มี.ค. ทำให้เห็นภาพชัด ถึงการแบ่งขั้ว “สส.รัฐบาล” 16 พรรคการเมือง และบวกงูเห่าสีส้ม “สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรธานี พรรคประชาชน มียอดรวม 293 คน
ทว่า ตัวเลขได้มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อ “ชัชวาลย์ แพทยาไทย” สส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย ประกาศตัวเป็นฝ่ายตรวจสอบ ไม่ขอเติมเสียงให้ รัฐบาล ทำให้ตัวเลขฝั่งรัฐบาล มี 292 เสียง
ขณะที่ตัวเลข สส.อีก 3 เสียง ที่ต้องลบออกจาก “ขั้วรัฐบาล” เพราะดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ซึ่งตามกติกาต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ทำให้ตัวเลข “สส.รัฐบาล” ที่ทำหน้าที่ในห้องประชุมสภาฯ มี 289 คน และในจำนวนนี้ อาจต้องหักลบลงไปอีก เพราะ “สส.” ราว 10 คน ต้องทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการสามัญ ของสภาฯ
ทางด้านตัวเลข สส. “ขั้วฝ่ายค้าน” 5 พรรค ที่ไม่โหวตให้ “อนุทิน” เป็นนายกฯ ประกอบด้วย “พรรคประชาชน (ไม่รวม 1 สส.งูเห่า สีส้ม)-พรรคกล้าธรรม-พรรคประชาธิปัตย์-พรรคไทยภักดี-พรรคเสรีรวมไทย” มีเสียงรวม 200 เสียง
นอกจากนั้น ยังมี “สส.อิสระ” จากพรรคไทรวมพลัง อีก 6 เสียง ที่ประกาศตัวสนับสนุนนายกฯและรัฐบาลภูมิใจไทย แต่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล
ดังนั้น เมื่อเทียบตัวเลขของ สส.ฝ่ายรัฐบาล กับสส.ฝ่ายค้าน ที่หักจากจำนวน สส. ที่ได้รับเก้าอี้เสนาบดี จะทำให้มีระยะห่าง ประมาณ 65 เสียง ถือเป็นตัวเลขที่เข้มแข็ง สามารถคุมงานสภาฯ ให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง
ทว่าในการทำงานในสภาฯ ยุคที่ผ่านมาๆ จะเห็นว่า ต่อให้ “ฝ่ายรัฐบาล” มีเสียงเหนือ “ฝ่ายค้าน” แต่หากประมาท ก็อาจถูกเกมสภาฯ เล่นงานจนเสียรังวัดได้
เรื่องนี้ภูมิใจไทย-เพื่อไทย ตระหนักดี เพราะเมื่อครั้งที่ “เพื่อไทย” ครองเสียงข้างมากในสภาฯ แต่ก็ไม่พ้นเจอเกมล่มประชุม โดยฝ่ายค้านอย่าง “พรรคประชาชน” ใช้กลยุทธ์ “ไร้ตัวตน” ไม่แสดงตนเป็นองค์ประชุม ทำให้การพิจารณาเรื่องสำคัญในสภาฯ ต้องหยุดลงหลายครั้งหลายครา
ดังนั้น หาก “ภูมิใจไทย” ตั้งใจขับเคลื่อนงานสภาฯ ตามที่ “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ ประกาศเป็นวิสัยทัศน์ ว่า ต้องผลักดัน และตั้งเป้าให้สภาฯ สามารถออกกฎหมาย และแก้กฎหมาย เพื่อให้ “ฝ่ายบริหาร” ใช้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาให้บ้านเมือง ดังนั้น ต้องให้ความสำคัญ กับจุดตั้งต้น คือ“รักษาองค์ประชุม”
พรรคสีน้ำเงินตระเตรียมไว้ คือ หลังจากโปรดเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่ รัฐมนตรีที่มีสถานะ สส.บัญชีรายชื่อ จะยื่นลาออก เพื่อเปิดทางให้รายชื่อปาร์ตี้ลิสต์ลำดับถัดไป ขยับขึ้นมาแทน
โดย สส.ที่อยู่ในข่าย ได้แก่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ว่าที่ รมว.พลังงาน วราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่รมว.อุตสาหกรรม ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ว่าที่รมว.วัฒนธรรม ศุภมาส อิศรภักดี ว่าที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ยกเว้น “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค และ “ไชยชนก ชิดชอบ” เลขาธิการพรรค ที่จำเป็นต้องมีบทบาทคุมเกม หรืออย่างน้อย คือคุมแถว สส.เข้าสภาฯ ไม่โดดประชุม
สิ่งที่ “ภูมิใจไทย” ทำ คือเพื่อรักษาองค์ประชุม พร้อมกับมองเกมยาวที่ต้องการสลับตำแหน่ง ให้ “มือดี” เข้ามาช่วยดูเรื่องกฎหมายสำคัญในสภาฯ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ “นิกร จำนง” รอจ่อลำดับแรก ที่จะเข้ามาทำหน้าที่
ขณะที่ต้นแบบอย่าง “พรรคเพื่อไทย” เคยใช้วิธีนี้แก้ปัญหาเกมในสภาฯ และปัญหาการเมืองในพรรค ขณะที่เป็นแกนนำรัฐบาล โดยมี 3 รัฐมนตรี คือ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สมศักดิ์ เทพสุทิน ประเสริฐ จันทรรวงทอง ต้องทิ้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อเปิดทางให้ สส.รุ่นใหม่ เข้ามาลองงานสภาฯ ขณะเดียวกันก็เพื่อให้ “รัฐมนตรี” ทุ่มเทการทำงาน ในฝ่ายบริหารอย่างเต็มที่
ปัจจุบัน เพื่อไทยมีว่าที่รัฐมนตรี ที่เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รวม 5 คน ได้แก่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประเสริฐ จันทรรวงทอง และสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล แต่รอบนี้ เพื่อไทยไม่ใช่พรรคหลักที่ต้องคุมเกมในสภาฯ
ทว่า หากดูคิวบัญชีรายชื่อที่รอเลื่อนลำดับ 5 รายชื่อ ขัตติยา สวัสดิผล จักรภพ เพ็ญแข พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ มังกร ยนต์ตระกูล และศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ ล้วนแต่เป็นสายตรงนายใหญ่-นายน้อย-สายกลุ่มทุน ที่มีโอกาสได้เข้าสภาฯ





