วันเสาร์ ที่ 5 กันยายน 2569

Login
Login

ก้าวสำคัญสู่รายงานความยั่งยืนขนาดย่อม ฉบับ SMEs

จุดเด่นของมาตรฐานนี้คือมีความสมส่วน เข้าถึงง่าย และยืดหยุ่น ช่วยให้ SMEs ประหยัดเวลา เพิ่มความน่าเชื่อถือ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

KEY POINTS

  • มีการพัฒนามาตรฐานการรายงานความยั่งยืนภาคสมัครใจสำหรับ SMEs (VSME) เพื่อแก้ปัญหาที่กรอบการรายงานเดิมมีความซับซ้อนและสร้างภาระให้กับธุรกิจขนาดเล็ก
  • มาตรฐาน VSME มีโครงสร้าง 2 ระดับ คือระดับพื้นฐาน (Basic) และระดับครอบคลุม (Comprehensive) เพื่อให้ SMEs เลือกใช้ได้ตามความพร้อมและศักยภาพ
  • จุดเด่นของมาตรฐานนี้คือมีความสมส่วน เข้าถึงง่าย และยืดหยุ่น ช่วยให้ SMEs ประหยัดเวลา เพิ่มความน่าเชื่อถือ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

ในยุคปัจจุบัน ความยั่งยืนและแนวคิด ESG (Environmental, Social, and Governance) ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจทั่วโลก การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนมิได้เป็นเพียงช่องทางสื่อสารที่สงวนสำหรับองค์กรขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่วาระที่ความคาดหวังตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความโปร่งใสในการดำเนินงาน ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้มีส่วนได้เสีย ได้กลายเป็นความจำเป็นในการทำธุรกิจที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs มักต้องเผชิญกับความท้าทายพื้นฐานสำคัญ นั่นคือ “ทำอย่างไรจึงจะสามารถมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้อย่างมีความหมาย โดยไม่สร้างภาระทางการบริหารและงบประมาณที่มากเกินตัว” เนื่องจากกรอบการรายงานความยั่งยืนที่มีอยู่ มักมีความซับซ้อน ออกแบบมาสำหรับบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ และต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการเก็บรวบรวมข้อมูล

เพื่อแก้ปัญหานี้ จึงเกิดการพัฒนามาตรฐานการรายงานความยั่งยืนภาคสมัครใจ สำหรับ SMEs หรือ Voluntary SME Sustainability Reporting Standard (VSME) ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มที่ปรึกษาการรายงานทางการเงินแห่งยุโรป (EFRAG) ตามคำขอของคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) สำหรับเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริง เข้าถึงง่าย และเหมาะสมกับศักยภาพของ SMEs

โครงสร้างของมาตรฐาน VSME

การพัฒนามาตรฐาน VSME มิได้ใช้วิธีคัดลอกกรอบการรายงานเดิมมาใช้งาน แต่เป็นการนำเสนอ “โมเดลตามสัดส่วน” (Proportionate Model) ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มิได้เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

โครงสร้างของ VSME Standard แบ่งออกเป็น 2 ระดับหลัก (Two-tier Structure) เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs สามารถเลือกเปิดเผยข้อมูลได้ตามความพร้อมและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งประกอบด้วย

Basic Module (โมเดลระดับพื้นฐาน): เหมาะสำหรับ SMEs ที่เพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางความยั่งยืน โดยเน้นตัวชี้วัดพื้นฐานที่สำคัญและเก็บรวบรวมข้อมูลได้ง่าย

Comprehensive Module (โมเดลระดับครอบคลุม): เหมาะสำหรับ SMEs ที่มีความพร้อมและต้องการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกในรายละเอียด เพื่อตอบสนองความต้องการของคู่ค้าทางธุรกิจหรือนักลงทุน

การออกแบบในลักษณะแยกส่วน (Modular Design) ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเลือก ระดับการรายงาน ที่สอดคล้องกับศักยภาพภายในองค์กร และความคาดหวังของคู่ค้าภายนอกได้อย่างลงตัว เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ว่าธุรกิจนั้นจะมีขนาดกิจการเล็กหรือใหญ่เพียงใด

ความแตกต่างและจุดเด่นของมาตรฐาน VSME

สิ่งที่ทำให้มาตรฐาน VSME มีความแตกต่างจากกรอบการรายงานความยั่งยืนอื่น คือ การทำความเข้าใจและยึดเอาบริบทความเป็นจริงของ SMEs เป็นศูนย์กลาง ทำให้เป็นเครื่องมือที่เรียบง่ายและนำไปปฏิบัติจริงได้ตั้งแต่วันแรก โดยมีคุณลักษณะเด่น 3 ประการ คือ

มีความสมส่วน (Proportionate): ปรับระดับความเข้มข้นให้เหมาะสมกับขนาดองค์กรและทรัพยากรที่มีอยู่จริง

เข้าถึงง่าย (Accessible): ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน และมีคำแนะนำเชิงปฏิบัติที่ชัดเจน

มีความยืดหยุ่น (Flexible): สามารถปรับให้เข้ากับความมุ่งมั่นและความช่ำชองของแต่ละบริษัทได้อย่างอิสระ

ที่สำคัญ มาตรฐาน VSME ถือเป็นกรอบการรายงานความยั่งยืนสำหรับ SMEs ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ซึ่งมีความน่าเชื่อถือ มีความสอดคล้องทางกฎหมาย และเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีข้อบังคับเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ประโยชน์ที่กิจการ SMEs จะได้รับ

เมื่อความยั่งยืนกลายเป็นวาระสากล SMEs จึงมักได้รับคำขอข้อมูลด้าน ESG จากหลายฝ่ายพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทคู่ค้าขนาดใหญ่ ธนาคารผู้ให้บริการสินเชื่อ หรือนักลงทุน ทว่าคำขอข้อมูลเหล่านี้ มักมีรูปแบบ ปริมาณ และโครงสร้างที่แตกต่างกัน ส่งผลให้เกิดความซับซ้อน ยุ่งยาก และสร้างภาระซ้ำซ้อนให้กับธุรกิจขนาดเล็ก

มาตรฐาน VSME ได้เข้ามาจัดการกับปัญหานี้ด้วยการเป็นกรอบการรายงานเดียวที่มีมาตรฐานสอดคล้องกัน ช่วยให้ SMEs ไม่ต้องคอยตอบแบบสอบถามที่เป็นเบี้ยหัวแตก แต่สามารถใช้วิธีการรายงานที่เป็นระบบเพียงวิธีเดียว ซึ่งช่วยประหยัดเวลา ลดความสับสน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เปลี่ยนความกระจัดกระจาย สู่ความเป็นเอกภาพ

ทั้งนี้ การนำมาตรฐาน VSME มาใช้ในองค์กร ก่อให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม 5 ด้าน ได้แก่

เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Efficiency Gains): ประหยัดเวลาและทรัพยากรด้วยการรายงานข้อมูลความยั่งยืนที่เป็นรูปแบบมาตรฐานสากล

ประกอบการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Informed Decision-Making): ช่วยให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมของความเสี่ยงและโอกาสใหม่ ๆ ในเชิงธุรกิจ ทำให้วางแผนกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ

เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน (Enhanced Access to Finance): สถาบันการเงินและนักลงทุนต่างนำปัจจัย ESG มาใช้ประกอบการอนุมัติสินเชื่อและการลงทุน การมีข้อมูลมาตรฐานจึงช่วยเพิ่มโอกาสการได้รับการสนับสนุนทางการเงิน

ความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน (Flexible Commitment): แสดงออกถึงความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนได้ตามความพร้อมและจังหวะก้าวของตนเอง โดยไม่ถูกกดดัน

สร้างความน่าเชื่อถือในภาพรวม (Greater Credibility): ยกระดับภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในสายตาของลูกค้า คู่ค้า สถาบันกำกับดูแล และสังคม

ข้อได้เปรียบสำคัญ คือ ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นได้โดยไม่ยัดเยียดแนวทางแบบขนาดเดียวใช้ได้กับทุกคน (One-size-fits-all) เพราะมาตรฐาน VSME มีเจตนาที่จะออกแบบเพื่อให้มีความกระชับ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ โดยไม่สร้างภาระงานเอกสาร หรือภาระค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

การมีมาตรฐานการรายงานความยั่งยืนเฉพาะสำหรับ SMEs จึงมิใช่แค่เรื่องของการลดทอนความซับซ้อนให้ง่ายลงเท่านั้น แต่คือ การสร้างให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง (Enabling Impact at Scale) โดยที่มาตรฐาน VSME ได้นำเสนอแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสม ทั้งด้านความโปร่งใสในการดำเนินงาน และด้านการนำไปปฏิบัติได้จริงในทางธุรกิจ ที่สามารถเดินหน้าควบคู่ไปพร้อมกัน

ก้าวสำคัญสู่รายงานความยั่งยืนขนาดย่อม ฉบับ SMEs