การจมปลักอยู่ในวังวนของแนวคิดชาตินิยมด้านอาหารของคนไทยถือเป็นกรณีพอเข้าใจได้ เพราะแต่เดิมการช่วงชิงนิยามความหมายและความเป็น 'เจ้าของ" สินค้าทางวัฒนธรรมนั้นผูกโยงกับผลประโยชน์ทางธุรกิจอย่างซับซ้อน
ดังสะท้อนผ่านกลไกนโยบายภาครัฐแต่ละห้วงที่ผ่านมา อาทิ การทูตอาหาร (gastrodiplomacy) ซึ่งเป็น Buzzword ยอดนิยมทุกครั้งที่มีการแถลงวิสัยทัศน์การต่างประเทศ
ทว่าสิ่งที่ผู้เขียนยากจะทำความเข้าใจมาตลอด คือ เหตุใดสังคมไทยจึงอ่อนไหวและง่ายต่อการปลุกปั่นด้วยเนื้อหาแฝงอคติทางชาติพันธุ์ และความเกลียดกลัวคนต่างด้าว (xenophobia)
ไม่ว่าจะผ่านมิติของการศึกษา สิทธิการรักษาพยาบาล และการเข้ามาหางานทำ ล้วนแตกหน่อออกมาจากเมล็ดพันธุ์ความคิดสกุลชาตินิยมข้างต้นทั้งสิ้น จะต่างกันก็เพียงกระผีกเดียว ตรงการร่วมหัวจมท้ายไปในกระแส xenophobia ของคนไทยไม่ได้วางอยู่บนฐานการสร้างประโยชน์สุขเพื่อสังคมส่วนรวม (greater good) แบบชาตินิยมวงการอาหารที่แฝงอยู่ในสารบบของ gastrodiplomacy แม้แต่น้อย
ข้อเท็จจริงที่ส่วนมากอาจจะหลงลืมไปอยู่ที่ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ภาวะสังคมคนแก่โดยสมบูรณ์ และในอีกไม่เกิน 5-10 ปี จะตามมาด้วยภาวะโคตรแก่ (super-aged society) ปัญหาดังกล่าวเมื่อมาจับคู่กับปรากฏการณ์อัตราการเจริญพันธุ์ต่ำลงตามกระแสโลก
ปลายทางของความหายนะจะวกกลับมายังสังคมไทยเอง เฉพาะอย่างยิ่งหากยังไม่สามารถดิ้นรนหา “เตี้ย” มาช่วยกันอุ้ม “ค่อม” สำหรับขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องตามดัชนี Old-age dependency ratio ในเกณฑ์ของ United Nations และ World Bank (โดยขณะนี้ยังพอถูไถพยุงให้อยู่ ณ 4:1 ได้)
อนึ่ง เป็นที่ทราบกันดีว่าวิกฤติประชากรถดถอยนั้นเรื้อรังกันทั่วโลก ไม่เว้นกระทั่งประเทศโลกที่ 1 อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ไปจนถึงอังกฤษ ต่างเริ่มแสดงแนวโน้มถึงอัตราการเจริญพันธุ์ชะลอตัวลง
ส่งผลให้รัฐบาลประเทศเหล่านั้นหันเข้าหานโยบายประเภทเพิ่มแรงจูงใจคลอดบุตร (pro-natalism) ไม่ว่าจะด้วยมาตรการลดหย่อนภาษี หรือในรูปแบบเงินทุนสนับสนุนการเลี้ยงดู ซึ่งปีหนึ่งๆ อังกฤษทุ่มงบประมาณไปกว่า 190,000 ล้านปอนด์ สำหรับภารกิจส่งเสริมสุขภาวะแก่เยาวชน
ย้อนกลับมาพินิจขีดความสามารถด้านการคลังไทยคงพอได้คำตอบว่า การออกแบบนโยบาย Pro-natalism ให้ถูกใจกลุ่ม Generation Y และ Z เป็นเพียงอุดมคติไกลเกินเอื้อม ไหนจะต้องเผชิญกับปัจจัยภายนอกอย่างความแตกต่างของค่าเงิน ที่ทำให้คนรุ่นใหม่เลือกสมองไหลไปแสวงหาโอกาสขยับขยาย ณ ต่างประเทศอีก
ครั้นจะข้ามไปธีม Automation ใช้หุ่นยนต์ โดรนและอุปกรณ์ที่ควบคุมด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เช่น เกษตรแม่นยำ (precision farming) ที่นักการเมืองอาวุโสบางท่านชอบเสนอไว้กลับติดขัดด้านทัศนคติทางนโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังปรับตัวไม่ทันกับบริบทของความเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม ทั้งภาครัฐ และกลุ่มผู้มีบทบาทนำระดับมันสมอง (technocrats) ต่างทราบข้อจำกัดนี้ดี จึงเป็นเหตุให้ชุมชนผู้กำหนดนโยบายต้องดันโครงการประเภท Long Term Resident (LTR) และ Destination Thailand (DTV) เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามาหวังให้ช่วยเป็นปัจจัยเสริมสำหรับขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ความท้าทายของไทยในประเด็นดังกล่าว คือ หลายประเทศเองก็ต้องการแรงงานศักยภาพสูง และผู้มีขีดความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยเข้าไปเติมกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศตนเองกันทั้งนั้น หากเทียบกับคู่แข่งระดับ Tier เดียวกันในละแวกเอเชียตะวันออก ไม่ว่าจะสิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ล้วนมีโครงการที่เสนอสิทธิประโยชน์ดึงดูดแรงงานมันสมองได้มากกว่าไทยทั้งสิ้น
อีกประการหนึ่งที่พึงสังวรไว้ แค่ Track ของ LTR และ DTV ซึ่งเป็นต่างด้าวคุณภาพ (quality-over-quantity) มิอาจเพียงพอ เศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งพาต่างด้าวเชิงปริมาณ (quantity-over-quality) จากประเทศเพื่อนบ้านในละแวกอุษาคเนย์ภาคพื้นทวีป อาทิ เมียนมา ลาว กัมพูชา รวมถึงเอเชียใต้อย่างศรีลังกา เพื่อเติมในรังมดงานภาคอุตสาหกรรมและบริการ แต่ละปีรวมมากกว่า 3 ล้านคน
ดังนั้น ความจริงที่ทุกคนควรกลืนลงไปได้แล้ว คือ สังคมไทยดำรงอยู่ได้เพราะมี “ต่างด้าว” ไม่ว่ากลุ่มผิวขาว ผิวน้ำตาล และผิวเหลือง ทั้งใต้ดินและบนดิน ไทยเป็นประเทศท้าย ๆ ที่จะมีความชอบธรรมกระโดดเข้าร่วมกระแสด้านลบต่อต่างด้าว/ต่างชาติด้วยซ้ำ
ตั้งแต่ก่อตั้งขีดเส้นพรมแดนเป็นรัฐชาติสยามแล้วมาสู่ไทยขึ้นมา มีประชากรไทยแท้เสียกี่มากน้อย 200 กว่าปีที่แล้ว กรุงรัตนโกสินทร์มีประชากรจีนแท้เข้ามาตั้งรกรากไปแล้วร่วม 25% จากสำมะโนทั้งหมด 5-6 ล้านคน ไหนจะมีญวน พม่า เขมร ลาวล้านนา/ล้านช้าง เข้ามาร่วมผสมโรงก่อนหน้านั้นอีก
หากนำสำลีป้ายกระพุ้งแก้มคนไทย โดยเฉพาะพวกมีภูมิลำเนากรุงเทพปัจจุบันไปตรวจหาร่องรอย Genotype ของบรรพบุรุษ คงเหลือสายเลือดไทยบริสุทธิ์เพียงหยิบมือ
สำคัญ คือ ต่างด้าวในไทยไม่ได้สร้างปัญหาจนทำให้สังคมท้องถิ่นรังเกียจระดับเดียวกับที่เกิดขึ้นในภูมิภาคยุโรปตะวันตก ซึ่งเป็นผลมาจากคลื่นผู้อพยพ/ลี้ภัยสงครามกลางเมืองจากตะวันออกกลาง ตรงกันข้าม ต่างด้าวในไทยโดยเฉพาะส่วนที่เป็นแรงงานแทบไม่ได้เข้ามารับส่วนแบ่งด้านสวัสดิการขั้นพื้นฐานอันใดจากไทยมากนัก
ที่เป็นประเด็นกันล่าสุดก็การเข้าถึงบริการสาธารณสุข (คนท้องต้องโดนส่งกลับ...) ควรทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า ต่างด้าวชนชั้นแรงงานส่วนใหญ่เข้ารับการรักษาจากโรงพยาบาลไทยผ่านเงินทุนส่วนตัว และระบบประกันสังคมที่ตนชำระไว้ทั้งนั้น ไม่ได้มาใช้สิทธิบัตรทองร่วมกับคนท้องถิ่น จะเป็นเหตุให้อ้างถึงภาระทางการคลังของไทยได้อย่างไร
อย่าลืมว่าระบบสวัสดิการ และสิทธิขั้นพื้นฐานของไทยนั้นอยู่ในข่ายอนุรักษนิยมทางนโยบาย และมีกำแพงต่อต่างด้าวมานานแล้ว ซึ่งแตกต่างจากรัฐสวัสดิการในอุดมคติแบบยุโรปสายสแกนดิเนเวีย นอกจากนี้ การตั้งครรภ์ในไทยและทารกที่เกิดมาใช่จะมีสิทธิได้รับสัญชาติไทยโดยง่าย
การที่สังคมไทยหลงไปกับการปลุกปั่นกระแส xenophobia นั้นนับว่าผิดธรรมชาติโดยขาดการสำเหนียก เพราะในยุคที่ Generation ถัดจาก Alpha มีแนวโน้มหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกับที่ Generation Z จนถึง Alpha ต่างก็หลีกเลี่ยงงานแบกหามและบริการรายได้ต่ำ ดังนั้น ระยะยาวไทยไม่มีวันหลีกเลี่ยงการพึ่งพาคนกลุ่มดังกล่าวไปได้





