วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม 2569

Login
Login

บทเรียนจากตลาดหุ้นเกาหลีใต้

สัปดาห์ที่แล้วท่านคงจะทราบว่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้ วัดจากดัชนี KOSPI เกิดปรับตัวลงมาอย่างรุนแรง จนทำให้การปรับตัวลดลงในเดือนกรกฎาคม 2569 มีมากถึง 33% กลายเป็นเดือนที่มีการปรับลดลงที่รุนแรงกว่าช่วงวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่ตลาดหุ้นเกาหลีปรับตัวลดลง 23% ในเดือนตุลาคม และวิกฤตการณ์การเงินของโลก ที่เรียกกันสั้นๆว่า วิกฤติซับไพร์ม ซึ่งนำโดยการล้มละลายของเลห์แมน บราเธอร์ส ในปี 2551 ทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีปรับลดลงไป 28%ในเดือนตุลาคม ของปีนั้น

อย่างไรก็ดี ณ สิ้นสุดวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ดัชนี KOSPI ซึ่งอยู่ที่ 5,593.56 ยังปรับตัวเพิ่มขึ้น 29.79% จากต้นปี (2 มกราคม 2569 ดัชนีเริ่มต้นปีที่ 4,309.63) แต่เมื่อเทียบกับตอนขึ้นไปสูงสุดในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่ดัชนีขึ้นไปสู่จุดสูงสุดที่ 9,114.55 หรือปรับขึ้นไป 111% ตั้งแต่ต้นปี ก็ถือว่าตกลงมาค่อนข้างมาก

ดัชนี KOSPI ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ มีน้ำหนักของหุ้นบริษัทใหญ่สองบริษัทค่อนข้างมาก บริษัทใหญ่ที่สุดคือ ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ (Samsung Electronics Inc.) มีน้ำหนักในดัชนี ประมาณ 23.34% และบริษัทใหญ่อันดับสอง คือ เอสเค ไฮนิกส์ (SK Hynix Inc.) รวมน้ำหนักราคาหุ้นของสองบริษัทในดัชนีตลาด KOSPI เท่ากับประมาณ 54.76% และที่สำคัญคือทั้งสองบริษัทอยู่ในกลุ่มธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์เหมือนกัน

เมื่อหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ได้รับความนิยม ราคาหุ้นของสองบริษัทนี้ก็ทยานขึ้นไปอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้ขึ้นไปถึงกับแพงจนเกินควร เพราะผลประกอบการก็โดดเด่น โดย ณ ราคาหุ้นสูงสุดในเดือนมิถุนายน ซัมซุงมี ราคาเมื่อเทียบกับกำไรต่อหุ้น หรือ P/E ที่ 26.6 เท่า ในขณะที่ เอสเค ไฮนิกส์ ณ ราคาสูงสุดในเดือนมิถุนายน มีค่า พี่อี (P/E) ที่ 23 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับหุ้นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์อื่นๆในโลก แต่สูงเมื่อเทียบกับค่ามัธยฐานของพีอีบริษัทในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเท่ากับ 9.23 เท่า เท่านั้น

ราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นมาก็ไม่ได้ถือว่าขึ้นมาโดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ

จริง ๆ แล้วผลประกอบการของบริษัททั้งสองก็ดีมากค่ะ 6 เดือนแรกของปี 2569 ซึ่งเพิ่งประกาศในสัปดาห์ที่แล้ว ซัมซุงมีรายได้ 305.4 ล้านล้านวอน ล้านล้านวอน มีกำไรสุทธิ 118.8 ล้านล้านวอน และมีกำไรต่อหุ้น12 เดือนย้อนหลัง 12,570.79 วอน กำไรต่อหุ้นคาดการณ์ของปี 2569 เท่ากับ 46,835.18 วอน ราคาหุ้น ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 213,500 วอน โดยค่าพีอี (P/E) ปัจจุบันประมาณ 19.73 เท่า และค่าพีอีที่คาดไว้สำหรับผลประกอบการในปี 2569 นี้จะเท่ากับประมาณ 5.31 เท่า (ข้อมูลคาดการณ์พีอีจากบลูมเบิร์ก)

ส่วนผลประกอบการครึ่งปีแรกของ เอสเค โฮนิกส์ มีรายได้ 231.85 ล้านล้านวอน และมีกำไรสุทธิ 134.23 ล้านล้านวอน มีกำไรต่อหุ้น12 เดือนย้อนหลัง 229,726.38 วอน กำไรต่อหุ้นคาดการณ์ของปี 2569 เท่ากับ 339,270 วอน ราคาหุ้น ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 1,359,000 วอน โดยค่าพีอี (P/E) ปัจจุบันประมาณ 7.14 เท่า และค่าพีอีที่คาดไว้สำหรับผลประกอบการในปี 2569 นี้จะเท่ากับประมาณ 4.84 เท่า (ข้อมูลคาดการณ์พีอีจากบลูมเบิร์ก)

ผู้ลงทุนรายย่อย แห่กันเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลี ตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่หุ้นเกาหลีให้ผลตอบแทน 75.63% โดยลงทุนผ่านกองทุนตลาดรอง หรือ Exchange Traded Fund (ETF) และคนที่ลงทุนส่วนหนึ่งนิยมลงทุนใน Leveraged ETF หมายถึงกองทุนที่กู้มาลงทุนด้วย เช่น ถ้าเป็นสองเท่า ลงทุน 100 กู้อีก 100 เท่ากับลงทุน 200 หากเป็นสามเท่า ก็เท่ากับลงทุน 300 เพราะเวลาได้กำไร ก็ได้กำไร สองเท่า หรือสามเท่า เมื่อหักดอกเบี้ยแล้วก็ยังเหลือสุทธิ เกือบสองเท่าหรือสามเท่าของกำไรดั้งเดิมอยู่ดี

รายเล็กรายน้อยก็พากันเข้ามาซื้อ กองทุนตลาดรองกัน และความโลภก็ทำให้ซื้อแบบลงทุนได้มากกว่าเงินที่ลงทุนไป คือ Leveraged ETF ที่ผ่านมาพอลงทุนไป ๆ ได้กำไร เพื่อน ๆ ก็ตามแห่กันมาลง จนมีการลงทุนแบบนี้ถึง 29.2 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 671,600 ล้านบาท

การขายหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ทั่วโลก ทำให้ราคาตก ปัญหาของตลาดหุ้นเกาหลี เกิดจากหลายปัจจัยคือ มีหุ้นอิเล็กทรอนิกส์มีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับตลาดทั้งหมด และเมื่อเกิดความกลัวว่าราคาหุ้นอิเล็กทรอนิกส์จะตก หรือที่เรียกว่าฟองสบู่จะแตก ผู้ลงทุนก็ทยอยลดสัดส่วน และพอลดสัดส่วนหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ก็กลายเป็นว่าลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่มีผลต่อตลาดเกินครึ่งหนึ่ง

เกาหลีใต้ยัง ถูกคลื่นซ้ำสองอีก เมื่อธนาคารกลางเกาหลีใต้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จาก 2.5% เป็น 2.75% เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น

มาซ้ำสามด้วยการประกาศของจีนเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ว่าจะมีเครื่องแผงทำแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (ชิป) ที่จีนสร้างขึ้นมาเอง เป็นเครื่องจักรที่ใช้ DUV (Deep-Ultraviolet) lithography ซึ่งจะทำให้ผลิตชิปชั้นสูงได้

และเกาหลีมีปัจจัยซ้ำสี่ จากการที่ผู้ลงทุนรายย่อยที่ลงทุนใน Leveraged ETF ไม่ได้เผื่อใจเอาไว้ตอนขาลงค่ะ พอตลาดลงและมูลค่ากองทุนลดลงต่ำถึงระดับหนึ่ง ต้องมีการทำ reset ปรับสภาพ เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงเกินที่กำหนดไว้ เพราะฉะนั้นจึงเร่งให้เกิดการขายหุ้นอีก ผู้ลงทุนที่ทุ่มทุนลงทุนไปหมดกระเป๋า เข้าออกผิดจังหวะ เกิดโศกนาฏกรรม ทำให้เงินลงทุนหดหายไปได้ง่ายๆ

อาการเริ่มเกิดขึ้นชัด เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์เปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านในสุดสัปดาห์ปลายเดือนกุมภาพันธ์ เปิดมาวันจันทร์แรกของเดือนมีนาคม ตลาดหุ้นก็ปรับตัวลงกันถ้วนหน้า แต่ตลาดเกาหลีตกลงมามากที่สุด ดิฉันจำได้ว่าตกวันละ 10% พอมีข่าวดี ขาขึ้นก็ขึ้นกันใกล้ ๆ 10% เป็นโรลเรอร์โคสเตอร์เลยค่ะ

รัฐบาลเกาหลีเร่งออกมาตรการมาจำกัดขอบเขต เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงตลาดตกสองวัน มูลค่าหุ้นในตลาดเกาหลีใต้ หายไปถึง 864.5 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 20.14 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว แต่ในวันถัดมาคือวันศุกร์ที่ 31กรกฎาคม ดัชนี KOSPI ก็ปรับตัวขึ้นแรงถึง 17.91% แล้ว

สำหรับผู้ลงทุนบุคคล โปรดระลึกไว้เสมอว่า “อย่าโลภ” และสำหรับท่านที่มีคติว่าจะไม่กู้ยืมเงินมาลงทุน ท่านก็ไม่ควรลงทุนในกองทุนที่มีการกู้ยืมหรือใช้อนุพันธ์เพื่อลงทุนมากกว่าเงินที่มีอยู่ด้วยเช่นกัน

ท้ายที่สุด การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจสิ่งที่จะลงทุนทุกครั้ง และอย่าลงทุนเกินตัว อย่าทุ่มอะไรไปทั้งหมด ต้องมีการกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในสินทรัพย์หลาย ๆ ประเภท