สตาร์ตอัป (Startup) กลายเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของ Corporate Innovation ที่ต้องการหาเทคโนโลยีหรือโมเดลธุรกิจใหม่
Startup ยังสำคัญแต่โลกของนวัตกรรมใหญ่กว่าเดิม
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา Startup กลายเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของ Corporate Innovation จนแทบทุกครั้งที่องค์กรต้องการหาเทคโนโลยีหรือโมเดลธุรกิจใหม่ คำถามแรกมักเป็น “มี Startup ไหนทำเรื่องนี้อยู่บ้าง?” Accelerator การลงทุน และการทำ PoC จึงเกิดขึ้นแทบทุกอุตสาหกรรม
แต่ตอนนี้ Pain Point ใหม่ก็เริ่มชัดขึ้น การหาสตาร์ตอัปที่ทั้ง “ใหม่ พร้อมและตรงโจทย์” ไม่ง่ายเหมือนเดิม หลายเวทีพบผู้เล่นหน้าเดิม ขณะที่ทีมใหม่ๆ ก็ยังไม่พร้อมทำงานกับองค์กรใหญ่
องค์กรเริ่มตั้งคำถามกับต้นทุนการทำ PoC ที่จบแล้วไปต่อไม่ได้ ปัญหาไม่ใช่ว่านวัตกรรมมีน้อยลง แต่ แหล่งของนวัตกรรมกำลังกว้างขึ้น
จากเดิมที่องค์กรเน้นค้นหา Startup วันนี้เทคโนโลยีใหม่อาจมาจากบริษัทเทคโนโลยี มหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย Supplier หรือแม้แต่การพัฒนาขึ้นเองด้วย AI
จาก “หา Startup” สู่ “หา Capability” องค์กรเริ่มเปลี่ยนคำถามจาก “มี Startup ไหนน่าสนใจ?” เป็น “ใครมีคำตอบที่ใช้ได้จริง?”
- PepsiCo เปลี่ยน Accelerator จากการ PoC เพื่อทดลองของใหม่ สู่การขยายผลโดยดึงสตาร์ตอัปเดิม 5 รายที่ผ่านการพิสูจน์แล้วกลับมาต่อยอด
- L'Oréal ขยาย Open Innovation ผ่านความร่วมมือกับ NVIDIA, OpenAI และ Institut Pasteur
- BMW ใช้แนวคิด Venture Client เริ่มจากโจทย์ธุรกิจ แล้วหา Startup มาทดลองก่อนต่อยอดเป็น Supplier หรือพันธมิตรระยะยาว
ต่างวิธี แต่คิดเหมือนกัน เริ่มจากสิ่งที่องค์กรต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่ตลาดมีให้เลือก
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับ Startup กำลังก้าวไปอีกขั้น จากการค้นหาสู่การใช้จริง จากการทดลองสู่การขยายผล และจากการทำโครงการสู่การสร้างคุณค่าทางธุรกิจ
องค์กรจึงไม่จำเป็นต้องเลิกทำ Accelerator หรือหยุดลงทุน แต่ต้องเริ่มจากโจทย์ที่ชัดว่า องค์กรต้องการสร้างความสามารถใหม่อะไร แล้วจึงเลือกว่าจะสร้างเอง ซื้อ ร่วมพัฒนา หรือหาพันธมิตรที่เหมาะสม
ที่สำคัญ ทุกการทดลองควรเห็นเส้นทางไปต่อตั้งแต่ก่อนเริ่มว่า หากสำเร็จ ใครจะเป็นเจ้าของ ใครมีงบประมาณ และจะขยายผลอย่างไร เพราะความสำเร็จของนวัตกรรมไม่ได้อยู่ที่วันนำเสนอผลงาน แต่อยู่ที่วันที่มันถูกนำไปใช้จริง
สำหรับสตาร์ตอัป การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ทำให้โอกาสน้อยลง แต่ทำให้ มาตรฐานของโอกาสสูงขึ้น จากการมีเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ไปสู่การพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีนั้นสร้างคุณค่าทางธุรกิจ ทำงานร่วมกับองค์กร และขยายจาก Pilot สู่ตลาดจริงได้
ต้องรู้ชัดขึ้นว่าใครคือลูกค้า ปัญหาอะไรที่กำลังแก้ และผลลัพธ์ที่องค์กรจะได้รับคืออะไร
ขณะที่ Corporate จะมีบทบาทเป็น “ลูกค้ารายแรก” มากขึ้น ช่วยทดสอบและเปิดทางให้โซลูชันที่ผ่านการพิสูจน์แล้วขยายไปสู่หน่วยธุรกิจ ตลาด หรือพันธมิตรอื่น
สตาร์ตอัปที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่ผู้ที่มีเทคโนโลยีใหม่ที่สุด แต่คือผู้ที่เปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจได้เร็วที่สุด
Startup Boom ได้ทิ้งบทเรียนสำคัญไว้ให้องค์กรว่า นวัตกรรมที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องสร้างเอง และคนที่มีคำตอบไม่จำเป็นต้องอยู่ในบริษัท แต่บทต่อไปต้องไปไกลกว่านั้น
จากการ “หา Startup” สู่การ “หาความสามารถที่องค์กรยังไม่มี” จาก Pilot สู่ Scale และจาก Startup Ecosystem สู่ Innovation Ecosystem
เพราะหัวใจของ Open Innovation ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราทำงานกับ Startup มากแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า องค์กรสามารถมองเห็น เชื่อมต่อ และเปลี่ยนความสามารถจากโลกภายนอกให้กลายเป็นความได้เปรียบของตัวเองได้เร็วแค่ไหน
Beyond Startup จึงไม่ใช่โลกที่มี Startup น้อยลง แต่คือโลกที่นวัตกรรมมีแหล่งที่มาได้หลากหลายขึ้น





