จากรายงานการวิจัย World Wealth Report 2026 ฉบับล่าสุด ที่จัดทำโดย Capgemini ซึ่งติดตามสถานการณ์ของผู้มีความมั่งคั่งสูงในโลก คือมีความมั่งคั่งตั้งแต่ 1 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป พบว่า ณ สิ้นปี ค.ศ. 2025 ประชากรของโลกที่อยู่ในกลุ่มนี้มีทั้งหมดประมาณ 25.25 ล้านคน และมีความมั่งคั่งรวมกัน 98.3 ล้านล้านเหรียญ หรือประมาณ 3,300 ล้านล้านบาท
ความมั่งคั่งนี้เติบโต 8.7% ในปี 2025 และในช่วง ปี 2018-2025 เติบโตเฉลี่ย 5.4% โดยโตจาก 6.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มาเป็น 98.3 ล้านล้านเหรียญในปี 2025 และดิฉันเชื่อว่าจะทะลุ 100 ล้านล้านเหรียญในปีนี้แน่นอน
เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา เศรษฐีในสหรัฐอเมริกามีส่วนแบ่งความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอบ่างรวดเร็ว จาก 19.6 ล้านล้านเหรียญ หรือ 28.8% ของความมั่งคั่งทั้งหมดในปี 2018 เพิ่มเป็น 33.5% ในปี 2025 ในขณะผู้มีความมั่งคั่งสูงในกลุ่มภูมิภาคอื่นมีส่วนแบ่งความมั่งคั่งลดลง โดยเอเชียลดลงน้อยที่สุด จะถือว่าเท่าเดิมก็ได้ คือลดจากส่วนแบ่ง 30.24% เป็น 30.21% ในขณะที่ยุโรปมีส่วนแบ่งลดลง จาก 22.6% เหลือ 20.85% ละตินอเมริกา ลดจาก 12.32% เหลือ 9.76% ตะวันออกกลางลดลงจาก 3.81% เหลือ 3.56% และอัฟริกา ลดจาก 2.31% เหลือ 2.13% มาจากผลของการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นเทคโนโลยีในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกา แต่เนื่องจากเงินลงทุนสามารถไหลไปลงทุนได้ทั่วโลก กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงจึงสามารถทำให้ทรัพย์สินเติบโตจากการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐได้
อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศในภูมิภาคอื่น แม้ส่วนแบ่งความมั่งคั่งจะลดลง แต่จำนวนความมั่งคั่งยังเพิ่มอยู่
ณ ต้นปี 2026 พอร์ตการลงทุนของผู้มีความมั่งคั่งสูงเหล่านี้ ลงทุนในหุ้นทุนเฉลี่ย 25% อยู่ในเงินสดและเทียบเท่าเงินสด (เงินฝากและกองทุนตลาดเงิน) 24% ลงทุนในตราสารหนี้ 20% อสังหาริมทรัพย์ 19% และการลงทุนทางเลือก (รวมถึง โภคภัณฑ์ เงินตราต่างประเทศ หุ้นนอกตลาด เฮดจ์ฟันด์ ตราสารจัดโครงสร้าง และสินทรัพย์ดิจิทัล)12%
ลองคำนวณดูคร่าวๆ ณ สิ้นสุดครึ่งปีแรก พอร์ตของผู้มีความมั่งคั่งสูงนี้ ให้ผลตอบแทน ประมาณ 7.26% และมีค่าความผันผวนประมาณ 8% ค่ะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการจัดพอร์ตละเอียดด้วย เพราะแต่ละสินทรัพย์ย่อยก็มีผลตอบแทนแตกต่างกัน หากเป็นสินทรัพย์ที่ดิฉันรวบรวมมานำเสนอทุกปี ในครึ่งปีแรกของปีนี้ให้ผลตอบแทนดังต่อไปนี้
หุ้นญี่ปุ่นวัดโดยดัชนี นิเคอิ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 39.18% แต่ก็ผันผวนมาก โดยเฉพาะหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ ทำสงครามกับอิหร่าน โดยมีค่าความผันผวน 25.97% ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 26.32% มีค่าความผันผวน 16.45% ตลาดเกิดใหม่วัดโดยดัชนี MSCI Emerging Market ปรับตัวเพิ่มขึ้น 22.68% มีค่าความผันผวน 21.62% น้ำมัน วัดโดยดัชนี WTI ปรับตัวเพิ่มขึ้น 21.04% มีค่าความผันผวน 55.48% โภคภัณฑ์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 18.35% มีค่าความผันผวน 19.03% ดัชนีกองทุนอสังหาริมทรัพย์โลกปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.24% มีค่าความผันผวน 10.33% ส่วนที่ให้ผลตอบแทนติดลบคือ พันธบัตรไทย ให้ผลตอบแทน -3.87% ค่าความผันผวน 3.74% ทองคำ ให้ผลตอบแทน -7.21% มีค่าความผันผวน 26.92% และบิตคอยน์ ให้ผลตอบแทน -33.21% มีค่าความผันผวน 34.86%
นอกเหนือจากผู้ลงทุนในตลาดทุนทั่วไปแล้ว ข้อมูลจากบลูมเบิร์ก ยังชี้ให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นในช่วงปี 2025-2026 ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกดีว่ามีเงินพิเศษ หรือที่เรียกว่า AI Wealth Effect กับคนอเมริกันเป็นวงกว้างพอสมควร ทั้งกลุ่มพนักงานบริษัทเทคโนโลยีต่างๆที่ได้ซื้อหุ้นของบริษัทในราคาพิเศษ ที่มูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเพราะการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น ทั้งกลุ่มคนทำงานผู้มีบัญชีออมเงินและลงทุนเพื่อการเกษียณ ที่รู้จักกันในชื่อ 401(K) คล้ายกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของเรา เพราะในการจัดพอร์ตลงทุนเพื่อการเกษียณ ย่อมมีการลงทุนในหุ้นทุนอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นการลงทุนระยะยาว และความรู้สึกว่า “รวยขึ้น” นี้ ได้ทำให้การจับจ่ายใช้สอยของครัวเรือนในสหรัฐอเมริกาคึกคัก โดยเฉพาะในกลุ่มของแพง หรูหรา และรัฐที่เราเห็นปรากฏการณ์นี้มากที่สุดน่าจะเป็นรัฐไอดาโฮ ที่ตั้งของ ไมครอนเทคโนโลยี บริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่รายเดียวที่เหลืออยู่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเมื่อปลายเดือนมิถุนายนเพิ่งประกาศผลประกอบการไตรมาสสามของบริษัทสิ้นสุดเดือนพฤษภาคม ทำรายได้สูงถึง 41,456 ล้านเหรียญ และกำไร 28,243 ล้านเหรียญ โดยมีอัตรากำไรสุทธิ 68.13% ในหนึ่งปีย้อนหลังราคาหุ้นขึ้นมาถึง 637%
ข่าวนี้ทำให้ดิฉันนึกย้อนไปถึงช่วงเข้าสู่วงการจัดการลงทุนใหม่ๆเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว เผอิญที่ทำงานอยู่ใกล้ตลาดหลักทรัพย์ และในกลุ่มอาคารนั้นมีสำนักงานของโบรกเกอร์อยู่หลายบริษัท วันไหนที่หุ้นมีราคาปรับตัวสูงขึ้นมาก วันนั้นร้านอาหารหรูในแถบนั้นจะแน่นมากในช่วงพักกลางวัน เพราะนักลงทุนพากันมารับประทานของหรู ของแพงกันมากขึ้น จนไม่มีโต๊ะอาหารว่างเลยหากไม่ได้จองล่วงหน้า ยิ่งดัชนีทำสถิติใหม่ หรือ “New High” ร้านก็จะแน่นทั้งกลางวันและเย็น สรรพสินค้าก็พลอยขายดีไปด้วย มีความสุขกันถ้วนหน้า
กลับไปที่สหรัฐอเมริกาต่อ จากข้อมูลของ Gallop Poll พบว่า คนอเมริกันมีการลงทุนในหุ้นทุนเพิ่มขึ้น ณ เดือนเมษายนที่ผ่านมา มีการสำรวจพบว่า 58% ของผู้ใหญ่อเมริกันมีการลงทุนในหุ้นทุน ในขณะที่เมื่อสิบปีก่อน คนที่ลงทุนในหุ้นทุนมีเพียง 52% และในปัจจุบัน ครัวเรือนอเมริกันมีการลงทุนในหุ้นทุนเป็นสัดส่วนถึง 46% ของสินทรัพย์การเงินของครัวเรือน (อธิบายความหน่อยว่า ไม่รวมสินทรัพย์อื่นๆ เช่น ที่อยู่อาศัย อสังหาริมทรัพย์ เพชรพลอย รถยนต์ เครื่องบิน เรือ อุปกรณ์ทำมาหากิน ฯลฯ) ถือเป็นอัตราส่วนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มมีการเก็บข้อมูล นอกจากนี้ ผู้สูงวัยในสหรัฐ ต่างฝากความหวังในการพึ่งพาผลตอบแทนของหุ้นทุนเพื่อใช้ในการเกษียณ
ข้อมูลนี้น่ากลัวทีเดียว ถ้าตลาดสหรัฐปรับตัวลงแรงๆ การบริโภคภาคครัวเรือนอาจถูกกระทบรุนแรงกว่าที่เคยเป็นมาได้ จึงต้องเฝ้าดูอย่างระมัดระวังค่ะ


