วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

ความไม่แน่นอนซ้อนสาน เมื่อโลกไม่ได้เสี่ยงทีละเรื่อง

ปลายเดือนกันยายน 2569 ฝนตกหนักหลายวันจนพื้นที่ทั่วกรุงเทพมหานครถูกประกาศเป็นเขตประสบสาธารณภัย และความเสียหายสูงสุดที่เกิดขึ้นอาจมีค่าเกินกว่าระดับหมื่นล้านบาท แต่นั่นเป็นเพียงด้านหนึ่งของเหตุการณ์นี้

น้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ครัวเรือนแบกหนี้สูง และผู้ประกอบการยังปรับตัวกับความไม่แน่นอนด้านการค้าโลก ร้านค้าที่น้ำเข้าสามวันอาจเสียสภาพคล่องที่เหลืออยู่น้อยนิด ลูกจ้างที่ขาดงานอาจต้องกู้นอกระบบ ความเสียหายจริงจึงอยู่ที่จุดที่น้ำไปกระทบกับความเปราะบางที่มีอยู่ก่อนแล้ว

เครื่องมือบริหารความเสี่ยงของภาครัฐและภาคธุรกิจไทยถูกออกแบบมาสำหรับโลกที่ความเสี่ยงมาทีละเรื่อง แต่ละหน่วยงานดูแลเรื่องของตนอย่างรอบคอบ แต่ไม่มีใครรับผิดชอบช่องว่างระหว่างกัน

ทั้งที่ความเสียหายก้อนใหญ่มักเกิดตรงนั้น สภาพที่เกิดขึ้นนี้เรียก “ความไม่แน่นอนซ้อนสาน (polyuncertainty)” ซึ่งหมายถึง ความไม่แน่นอนหลายเรื่องเกิดพร้อมกัน ส่งผลถึงกันจนแยกไม่ออก และเราไม่รู้แน่ว่าเรื่องใดเชื่อมกับเรื่องใดแน่นหนาเพียงใด

การจะทำความเข้าใจกับแนวคิดนี้ จุดตั้งต้นคือการแยกความเสี่ยง (risk) ออกจากความไม่แน่นอน (uncertainty) ความเสี่ยงคือ การไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดแต่รู้โอกาสของแต่ละผลลัพธ์ ส่วนความไม่แน่นอนคือ เมื่อเราไม่มีพื้นฐานพอจะให้ค่าความน่าจะเป็นที่เชื่อถือได้ ความไม่แน่นอนซ้อนสานเป็นประเภทหลัง

มิติแรกคือการซ้อน ผู้ประกอบการรายหนึ่งเผชิญความไม่แน่นอนด้านภูมิอากาศ กำลังซื้อ ต้นทุนการเงิน และกติกาการค้าไปพร้อมกัน แต่ละชั้นอาจไม่รุนแรง แต่ทุกชั้นกินกันชนก้อนเดียวกัน เงินสำรองที่เตรียมไว้รับเรื่องหนึ่งจึงอาจหมดก่อนเรื่องถัดไปจะมาถึง

มิติที่สองคือการสาน เมื่อเหตุการณ์หนึ่งกลายเป็นเหตุปัจจัยของอีกเหตุการณ์หนึ่ง ความเสียหายรุนแรงที่สุดมักเกิดจากหลายปัจจัยที่เกิดร่วมกัน แม้แต่ละปัจจัยจะไม่สุดขั้ว การประเมินความเสี่ยงทีละเรื่องแล้วนำมาบวกกันจึงให้ภาพที่เบากว่าความจริงเสมอ

สมมติว่าในปีหนึ่งมีโอกาสร้อยละ 10 ที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ และร้อยละ 10 ที่ธุรกิจรายย่อยจำนวนมากจะขาดสภาพคล่อง ถ้าสองเรื่องไม่เกี่ยวกัน โอกาสเกิดพร้อมกันคือ 0.1 × 0.1 หรือร้อยละ 1

แต่หากน้ำท่วมทำให้โอกาสขาดสภาพคล่องเพิ่มเป็นร้อยละ 50 โอกาสเกิดพร้อมกันจะเป็น 0.1 × 0.5 หรือร้อยละ 5 บ่อยขึ้นห้าเท่า ทั้งที่โอกาสของแต่ละเรื่องเมื่อมองแยกกันยังเท่าเดิม รายงานความเสี่ยงที่ดูทีละเรื่องจึงไม่มีวันเห็นอันตรายนี้

มิติที่สามคือความลึกของความไม่รู้ ในโลกจริงเราไม่รู้แม้แต่ตัวเลขร้อยละ 50 นั้น เพราะความเชื่อมโยงเปลี่ยนไปตามโครงสร้างเศรษฐกิจและพฤติกรรมของผู้คน การหาคำตอบที่ดีที่สุดเพียงคำตอบเดียวจากแบบจำลองเดียวจึงเป็นการเดิมพันที่เสี่ยงเกินกว่าที่คิด

ด้วยเหตุนี้ คำตอบดูเหมือนจะที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่คำตอบที่ปลอดภัยที่สุด โดยเฉพาะหากมองจากมุมของภาครัฐ เพราะระบบราชการไทยแบ่งงานตามกระทรวงและภารกิจ ซึ่งเหมาะกับปัญหาทีละเรื่อง สิ่งที่ขาดคือ ผู้มีหน้าที่มองหาจุดที่ความเสี่ยงของหน่วยงานหนึ่งไปต่อกับอีกหน่วยงานหนึ่ง เช่น น้ำท่วมกับหนี้ครัวเรือน

นอกจากนี้แล้ว เมื่อไม่รู้ความน่าจะเป็นที่เชื่อถือได้ สิ่งที่ควรทำคือเปลี่ยนคำถามจาก นโยบายใดดีที่สุด เป็น นโยบายใดยังพอใช้ได้ในอนาคตที่แตกต่างกันมากที่สุด คือยอมสละผลลัพธ์สูงสุดเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามคาด แลกกับการไม่พังทลายเมื่อไม่เป็นไปตามคาด

แนวทางการรับมือที่เหมาะสมจึงเป็นการวางแผนที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความซับซ้อนของสถานการณ์ โดยกำหนดสัญญาณเตือนและจุดตัดสินใจไว้ล่วงหน้า ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของน้ำท่วมกรุงเทพฯ จะหมายถึงการตกลงไว้ก่อนว่าหากระดับน้ำและสภาพคล่องของธุรกิจรายย่อยแตะเกณฑ์พร้อมกัน มาตรการสินเชื่อฉุกเฉินจะเริ่มทำงานทันที ไม่ต้องรอให้ความเสียหายปรากฏ

อีกประเด็นที่ต้องจะปรับปรุง คือ การมองกันชนที่ใช้เป็นเครื่องมือลดผลกระทบเสียใหม่ เงินสำรอง กำลังสำรอง หรือพื้นที่รับน้ำที่ไม่ได้ใช้ในปีปกติมักถูกมองว่าสิ้นเปลือง แต่ในโลกที่ความไม่แน่นอนซ้อนสานกัน กันชนคือเบี้ยประกันที่จ่ายล่วงหน้า คำถามจึงอยู่ที่การกำหนดขนาดกันชนที่เหมาะสมและคุ้มค่า

ในโลกแห่งความไม่แน่นอนซ้อนสานนี้ เราเลือกได้ว่าจะบริหารความเสี่ยงทีละเรื่องแล้วประหลาดใจทุกครั้ง หรือยอมรับว่าเราไม่รู้ทุกอย่าง แล้วออกแบบแนวทางการรับมือให้เห็นการเชื่อมโยง สามารถตัดสินใจได้โดยไม่ต้องรอข้อมูลที่ครบถ้วน และมีกันชนที่เหมาะสมในการรองรับเหตุการณ์ที่เข้ามาพร้อมกันหลายเรื่อง ถึงจะทำให้เราสามารถรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างเหมาะสมและทันเวลา