สงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงรุนแรงดุเดือดต่อเนื่อง ซึ่งเวลานี้อาจไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ธรรมดา แต่กำลังเป็นสงครามใหญ่ที่ทำให้ทั้งโลกเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง (oil Shock) และแน่นอนว่าประเทศไทยเองก็กำลังรับแรงกระแทกนั้นโดยตรง....
ภาพของราคา “น้ำมันดีเซล” ที่พุ่งทะลุระดับ 50 บาทต่อลิตร คงไม่ใช่เหตุการณ์เพียงชั่วคราว แต่คือสัญญาณเตือนว่า “สึนามิต้นทุน” กำลังมาเยือน เพราะน้ำมันดีเซลถือเป็นต้นทุนหลักของการขนส่ง การผลิต ไปจนถึงต้นทุนค่าครองชีพหลายๆ อย่างของประชาชน
ที่น่ากังวลคือ สิ่งที่เกิดในเวลานี้ยังเป็นเพียง “ระลอกแรก” ของผลกระทบ เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น จะส่งผ่านต้นทุนไปยังทุกภาคส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกำลังเริ่มเห็นชัดในรูปของ “เงินเฟ้อ” ที่ขยับขึ้น ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนกลับอ่อนแรงลง นี่คือจุดเริ่มต้นของภาวะที่น่ากังวลที่สุด นั่นคือ “stagflation” หรือเศรษฐกิจชะลอแต่ราคาสินค้ายังสูง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แก้ไขได้ยาก เพราะนโยบายใดนโยบายหนึ่งไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งหมด ลองคิดดูเล่นๆ ราคาน้ำมันดีเซลที่ขึ้นมาถึง 20.60 บาทต่อลิตรภายในเวลาไม่กี่วัน ถ้าเราต้องใช้น้ำมันวันละ 5 ลิตร เท่ากับว่า เดือนนึงจะมีค่าใช้จ่ายที่ต้อง “จ่ายเพิ่ม” ถึง “3,090 บาท” เป็นตัวเลขที่นับว่าไม่น้อยสำหรับใครหลายๆ คน ในขณะที่รายได้แทบจะมองไม่เห็นหนทางในการปรับเพิ่มขึ้นเลย
ระยะถัดไป หากสงครามยืดเยื้อ ความเสี่ยงจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมัน แต่จะลุกลามไปสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะหากเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดต่อเนื่อง ต้นทุนโลจิสติกส์จะพุ่งขึ้นอีกระลอก ขณะที่วัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ย หรือเคมีภัณฑ์ อาจขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น ส่งผลต่อทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ในจังหวะเดียวกัน ความผันผวนของตลาดการเงินโลกอาจเร่งให้เงินทุนไหลออก กดดันค่าเงินบาท และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวม
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการ “ประคองราคา” ในระยะสั้น แต่คือการเตรียมรับมือกับวิกฤติที่อาจยืดเยื้อและลึกกว่าที่คาด ภาครัฐจำเป็นต้องทบทวนบทบาทจากการอุดหนุนแบบหว่านแห ไปสู่การช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเปราะบาง พร้อมเร่งมาตรการประหยัดพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคธุรกิจ ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัว ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น กระจายความเสี่ยงของซัพพลายเชน และเตรียมสภาพคล่องให้เพียงพอในช่วงความไม่แน่นอน
สำหรับประชาชนทั่วไป วิกฤตินี้อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สามารถ “บริหารผลกระทบ” ได้ จากการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น การวางแผนการใช้พลังงาน และการรักษาสภาพคล่องทางการเงิน จะกลายเป็นทักษะสำคัญในช่วงต่อจากนี้ เพราะสิ่งที่โลกกำลังเผชิญ ไม่ใช่เพียงสงครามในภูมิภาคหนึ่ง แต่คือการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคของความผันผวนสูง และไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันก่อนที่แรงกระแทกระลอกถัดไปจะมาถึง ...เวลานี้บอกได้คำเดียวว่า “สึนามิลูกนี้” กระแทกแรงแน่นอน !





