ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC - Joint Information and Communication Center) ณ วันที่ 6 ต.ค. 2569 ระบุว่า สำหรับแนวโน้มสภาพอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ในช่วงวันที่ 5–7 ต.ค. 2569 หลายพื้นที่จะมีฝนฟ้าคะนองกระจาย โดยเป็นลักษณะของฝนเปลี่ยนฤดู ขณะที่ภาคเหนือเริ่มมีอากาศหนาวและฝนเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ และขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ การบริหารจัดการน้ำ และการแจ้งเตือนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน กรณีราคาพลังงานซึ่งกำลังอยู่บนทางแยก จากปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง จนทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ อาจพิจารณายกเลิกการส่งออกน้ำมันดีเซลของสหรัฐภายหลังจากราคาปรับตัวพุ่งสูงถึง 6.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเป็นระดับที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าถึง75%นั้น ก็อาจกระทบต่อราคาพลังงานในประเทศไทย
ทั้งสองกรณี รวมถึงกรณีองค์กรธุรกิจอย่าง การบินไทยก็กำลังชี้ไปที่คำว่า “ความเสี่ยง” ที่ทุกคนมีโอกาสเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันซึ่งการหลีกเลี่ยงทำไม่ได้ แต่การบริหารจัดการอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็น
ระเบียบเดิมเอาไม่อยู่ความเสี่ยงรูปแบบใหม่
เมื่อเร็วๆนี้ สภาเศรษฐกิจโลก (WEF) เผยแพร่ รายงาน September 2026 : Traditional enterprise risk management needs to pave the way for proactive, real-time risk monitoring and intelligence หรือ การบริหารจัดการความเสี่ยงระดับองค์กรในรูปแบบดั้งเดิมจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปสู่แนวทางเชิงรุกที่เน้นการติดตามความเสี่ยงและการใช้ข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์
รายงานชี้ว่า ปัจจุบัน องค์กรต่างๆ เผชิญกับภูมิทัศน์ความเสี่ยงที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงจากภูมิทัศน์ความเสี่ยงที่เคยกำหนดรูปแบบการบริหารความเสี่ยงขององค์กร หรือ enterprise risk management : ERM แบบดั้งเดิมได้และ “เอาอยู่” แต่ปัจจุบัน ความเสี่ยงที่ว่านี้ ว่าด้วยการแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ การหยุดชะงักทางเทคโนโลยี ความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์ ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ และความแตกแยกทางสังคมรวมถึงความเสี่ยงอื่นๆ ซึ่งความเสีี่ยงที่ว่านี้ กำลังเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้งและรวดเร็วแบบที่ กรอบการทำงานแบบเดิมๆ จะ “เอาอยู่”เสียแล้ว
“ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ทางไซเบอร์สามารถกระตุ้นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่เหตุการณ์ทางสภาพภูมิอากาศสามารถขัดขวางห่วงโซ่อุปทานและก่อให้เกิดความไม่มั่นคงทางสังคมได้อย่างฉับพลัน”
ดังนั้นความท้าทายที่องค์กรเผชิญในปัจจุบันคือ วิธีการปรับตัวและตัดสินใจได้อย่างมั่นใจแม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งนั่นหมายถึงรับมือความเสี่ยงนั้นในระดับโครงสร้างมากกว่ามองเป็นเเค่เหตุการณ์เฉพาะ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้นและไม่เป็นแบบเชิงเส้น หรือ ตรงไปตรงมาแบบเดิม
ดึงCROออกแบบนโยบายไม่ใช่แค่รับมือเหตุเฉพาะหน้า
รายงานนี้ได้เล่าถึงการพูดคุยกับ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารความเสี่ยง หรือ CRO ก็พบว่า บทบาทของการบริหารความเสี่ยงกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นฐานโดยแบบสำรวจเกี่ยวกับอนาคตของการบริหารความเสี่ยง ชี้ว่า 80% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็น CRO นั้นเชื่อว่าการบริหารความเสี่ยงจะ “มีความท้าทายมากขึ้นเล็กน้อยถึงมาก” ในปี 2578 เมื่อเทียบกับปัจจุบัน หรือ อีกไม่ถึง10 ปีจากนี้
ในอดีตหน้าที่ด้านการบริหารความเสี่ยงถูกออกแบบมาเพื่อปกป้ององค์กร โดยการระบุความเสี่ยง การกำหนดแผนและระเบียบปฎิบัติที่ชัดเจน เพื่อการควบคุมที่มีประสิทธิภาพแต่ตอนนี้ หน้าที่เหล่านี้กำลังกลายเป็นความสามารถเชิงกลยุทธ์ที่ฝังอยู่ภายในกระบวนการตัดสินใจที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และ ในอนาคต ทีมบริหารความเสี่ยงจะต้องช่วยองค์กรตีความความไม่แน่นอน การตั้งคำถาม การกำหนดสมมติฐาน การประเมินข้อแลกเปลี่ยน และเสริมสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว
"อย่างไรก็ตาม จากคำตอบในแบบสอบถาม เจ้าหน้าที่บริหารความเสี่ยง หรือ CRO พบว่า มีเพียง 10% เท่านั้นที่อธิบายว่าองค์กรของตน เตรียมพร้อมอย่างมากไว้แล้วเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้จากข้อมูลในอดีต”
สรุป 4 แผนรับความเสี่ยงแห่งอนาคต
รายงานชี้อีกว่า สามารถการเปลี่ยนแปลงว่าด้วยการจัดการด้านความเสี่ยงไว้ 4 ประการที่น่าจะนำมาใช้กำหนดรูปแบบการบริหารความเสี่ยงในยุคต่อไปจากนี้ได้ ประกอบด้วย 1. องค์กรจะเปลี่ยนจากการคาดการณ์ไปสู่การเตรียมพร้อม คือ แผนจะต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และยอมรับความสามารถในการคาดการณ์เหตุการณ์ได้อย่างแม่นยำที่น้อยลง ซึึ่งทางรอดจะขึ้นอยู่กับการพัฒนาระบบการกำกับดูแล ความสามารถ และกระบวนการตัดสินใจที่จำเป็นต่อการตอบสนองต่อสถานการณ์ตรงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. การบริหารความเสี่ยงจะพัฒนาจากการปฏิบัติตามกฎระเบียบไปสู่การสนับสนุนเชิงกลยุทธ์ คือ ในอนาคตเจ้าหน้าที่ CRO จะมีส่วนร่วมในขั้นตอนเริ่มต้นของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์มากขึ้น แทนที่เข้ามามีบทบาทให้ตอนหลัง หรือ เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว
3. องค์กรจะเปลี่ยนจากการทบทวนเป็นระยะไปสู่การติดตามและวิเคราะห์ความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง คือการตรวจจับด้วย AI การติดตามแบบเรียลไทม์ และการวิเคราะห์ความเสี่ยงแบบบูรณาการแทนที่ระบบการรายงานตามวงจรแบบคงที่ หรือ ตามขั้นตอนเดิมๆ
และ 4. ปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือ การนำAI มาเสริมขั้นตอนใหม่ทั้งหมดที่กล่าวมาใน 3 ส่วนข้างต้น จะทำให้การตรวจสอบ การรวบรวม การตรวจจับความผิดปกติ และการจำลองเป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งความก้าวหน้าในด้านดิจิทัลทวิน หรือ Digital Twin คือการสร้าง “แบบจำลองเสมือนในรูปแบบดิจิทัล” ของวัตถุ ระบบ ห่วงโซ่อุปทาน หรือองค์กรในโลกจริง โดยมีการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านเซ็นเซอร์และ IoT แบบ Real-time เพื่อประมวลผล จำลองสถานการณ์ และทำนายผลลัพธ์ล่วงหน้า
"การจำลองที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการวางแผนสถานการณ์แบบไดนามิกจะช่วยให้องค์กรสามารถทดสอบความเครียดของการตัดสินใจ สำรวจอนาคตที่เป็นไปได้หลายแบบ และสร้างความยืดหยุ่นก่อนเกิดวิกฤต"
ทั้งนี้ รายงานได้ ชี้ถึง การเดินหน้าสู่ปี 2578 ว่า การวัดความสำเร็จของการบริหารจัดการความเสี่ยงเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่ความสำเร็จมักถูกนิยามด้วยการปฏิบัติตามกฎระเบียบ การไม่มีความสูญเสีย หรือประสิทธิผลของมาตรการควบคุม แต่ในปัจจุบันและอนาคต ความสำเร็จอาจวัดได้จากศักยภาพของหน่วยงานบริหารความเสี่ยงในการช่วยให้เกิดการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ดีขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว องค์กรที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2578 จะไม่ใช่เพียงองค์กรที่คาดการณ์อนาคตได้แม่นยำที่สุด แต่จะเป็นองค์กรที่มีความพร้อมสูงสุดในการรับมือและก้าวผ่านอนาคตนั้นไปได้





