วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปริญญาเร็วขึ้น หรือมัธยมปลายยาวขึ้น

ในยุคที่เด็กเกิดน้อยลง เราเริ่มเห็นมหาวิทยาลัยหลายแห่งหันมาเชิญชวนให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเข้ามาสมัครเรียนล่วงหน้า เก็บสะสมหน่วยกิต โดยบอกว่า เรียนเหมือนนักศึกษาปริญญาตรี ข้อสอบชุดเดียวกัน มาตรฐานเดียวกัน จบปริญญาตรีได้เร็วขึ้น

มองเผินๆ นี่อาจดูเหมือนการเปิดโอกาสที่ไร้ขีดจำกัด แต่ในทางวิชาการศึกษาและจิตวิทยาพัฒนาการ สิ่งนี้เป็นภัยเงียบที่น่ากังวลว่า เรากำลังเร่งรัดให้เด็กประสบความสำเร็จเร็วขึ้น หรือเรากำลังทำลายชีวิตในอนาคตของพวกเขา

ความเชื่อที่ว่าการสอบผ่านข้อสอบตัวเดียวกันแปลว่ามีมาตรฐานเท่ากัน เป็นการมองการศึกษาเพียงมิติเดียวคือ ด้านความรู้ (Knowledge) ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กไทยคุ้นชินจากการกวดวิชาและท่องจำเพื่อเอาตัวรอดในห้องสอบ แต่กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (TQF) และกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF)

ระบุชัดเจนว่า บัณฑิตระดับปริญญาตรีเป็นผู้มีคุณสมบัติตาม NQF ระดับ 5 จะต้องมีทักษะขั้นสูง (Skills) มีจริยธรรมวิชาชีพ (Ethics) และมีลักษณะบุคคล (Character) ที่พร้อมเผชิญโลกกว้าง

ทักษะระดับ 5 เช่น การคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและคลุมเครือ รวมถึงภาวะผู้นำ ไม่อาจเกิดขึ้นจากการนั่งฟังบรรยายหน้าจอหรือการตอบข้อสอบในห้องเรียนมัธยมภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวด

แต่เป็นทักษะที่ถูกหล่อหลอมผ่านสภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ต้องบริหารตนเอง 100% ต้องทำงานร่วมกับผู้คนต่างวัย ต่างความคิด รวมถึงมาจากการที่ต้องแบกรับแรงกดดันจากการฝึกงานในโลกแห่งความเป็นจริง

ผู้บริหารมหาวิทยาลัยอาจจำเป็นต้องดิ้นรนหาทางรอด แต่การลดเงื่อนไขการเรียนลงมาเพื่อกวาดต้อนเด็กมัธยมทั่วไปเข้าสู่ระบบเรียนล่วงหน้า โดยไม่มีมาตรการคัดกรองและบ่มเพาะวุฒิภาวะที่เข้มงวด กำลังนำพามหาวิทยาลัยไปสู่ความเสี่ยงครั้งใหญ่

เมื่อมหาวิทยาลัยเน้น ความเร็ว มากกว่า ทักษะ บัณฑิตที่ออกสู่ตลาดแรงงาน อาจจะทำงานร่วมกับใครไม่ได้ ทนแรงกดดันไม่ได้ และแก้ปัญหาไม่เป็น ในที่สุด ปริญญาจากมหาวิทยาลัยนั้น อาจได้รับการปฏิเสธที่จะรับเข้าทำงาน กรรมเวรที่คนรุ่นหนึ่งก่อไว้ จะไปสร้างผลร้ายกับคนอีกรุ่นหนึ่ง

มหาวิทยาลัยมีหน้าที่บ่มเพาะพลเมืองที่มีคุณภาพให้แก่สังคม การมุ่งแต่จะเพิ่มยอดนักศึกษาล่วงหน้า โดยละเลยการสร้างทักษะและคุณลักษณะบุคคลตาม TQF และ NQF ระดับ 5 ถือเป็นการสร้างความเสี่ยง และสร้างความเปราะบางให้แก่ตัวเด็กและสังคมในอนาคต

พ่อแม่จำนวนมากอยากเห็นลูกจบปริญญาตรีตั้งแต่อายุยังน้อย แต่การเร่งรัดลูกที่ยังไม่มีวุฒิภาวะทางธรรมชาติ (Maturity) ที่พร้อมจะส่งผลเสียในระยะยาวต่อชีวิตเด็กอย่างคาดไม่ถึง เช่น

ภาวะหมดไฟตั้งแต่อายุยังน้อย (Early Burnout): การต้องแบกรับเนื้อหาและความคาดหวังที่เกินวัย เด็กจะมีชีวิตอยู่ด้วยความกลัวล้มเหลว สูญเสียช่วงเวลาการค้นหาชีวิต มักลงเอยด้วยความเครียดเรื้อรังและภาวะซึมเศร้าที่เสี่ยงต่อชีวิต

ความเปราะบางทางอารมณ์: เด็กที่โตแต่ในการทำข้อสอบ ไม่มีภูมิต้านทานทางใจ (Resilience) เพราะไม่มีเวลาลองผิดลองถูกในพื้นที่ปลอดภัย เมื่อก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง จะเกิดช่องว่าง วางตัวไม่ถูก เกิดภาวะ Imposter Syndrome เมื่อเจอความล้มเหลวครั้งแรกในชีวิตจริงที่ไม่เหมือนในข้อสอบ ชีวิตเด็กกลุ่มนี้จะพังทลายได้ง่ายมาก

มหาวิทยาลัยต้องร่วมรับผิดชอบต่อชีวิตเด็ก โดยไม่รับเข้าเรียนแบบไม่เลือกหน้า ต้องมีการคัดกรองเฉพาะเด็กที่มีวุฒิภาวะ (Maturity Gates) ต้องมีความมั่นใจว่าเด็กมีความพร้อมจริงๆ เปลี่ยนรูปแบบข้อสอบให้เป็นการประเมินสมรรถนะตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ให้นักเรียนทำกิจกรรมร่วมกับนักศึกษาภาคปกติ ภายใต้สภาพแวดล้อมมหาวิทยาลัย ไม่ใช่โรงเรียน

ความสำเร็จในชีวิตจริงไม่ได้วัดกันว่า ใครจบปริญญาเร็วกว่ากัน ผู้บริหารมหาวิทยาลัย พ่อแม่และสังคม ต้องถามตัวเองอย่างจริงจังว่า เรากำลังร่วมกันเร่งเรียนจบปริญญา เพื่อสร้างความสำเร็จในชีวิตวันหน้า หรือ เรากำลังร่วมกันทำลายชีวิตและอนาคตของเด็กคนหนึ่ง เพียงเพื่อแลกกับรายได้ของมหาวิทยาลัยหรือไม่?