จากการประกาศผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment: PISA) ปี ค.ศ. 2025 พบว่า นักเรียนไทยโดยเฉลี่ยมีคะแนนสูงขึ้นในทุกวิชา
แม้จะเป็นสัญญาณที่ดีของระบบการศึกษาไทย แต่คะแนนที่ปรับตัวสูงขึ้นนี้อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เราสรุปว่าการศึกษาไทยกำลังเดินมาถูกทาง
บทความนี้ชวนมองไปให้ไกลกว่าคะแนน PISA โดยเสนอความท้าทายสำคัญของระบบการศึกษาไทยในสองประเด็น ประเด็นแรกคือ ความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการศึกษา ซึ่งผลกระทบดังกล่าวจะส่งผ่านไปยังความเหลื่อมล้ำในมิติอื่น และประเด็นที่สองคือ การมาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สร้างความท้าทายต่อการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน
ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ไทยประสบความสำเร็จอย่างมากในการเพิ่มสัดส่วนของประชากรให้ได้รับการศึกษา จำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากรอายุ 25 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นจาก 4.5 ปี ในปี 2533 เป็น 9 ปี ในปี 2566 ซึ่งแม้จะยังตามหลังค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้สูง แต่ไม่น้อยไปกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ตาม จำนวนปีที่ได้รับการศึกษากับคุณภาพการศึกษาเป็นคนละเรื่องกัน หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของคุณภาพการศึกษาคือ PISA ซึ่งช่วยสะท้อนว่านักเรียนสามารถนำความรู้และทักษะที่มีไปประยุกต์ใช้ได้ดีเพียงใด จากผลการทดสอบล่าสุดนั้น ภายใต้คะแนนที่เพิ่มขึ้นของนักเรียนไทยนั้น คือ ความแตกต่างของคะแนนจากนักเรียนที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกัน
หากพิจารณาจากคะแนน PISA จะพบความเหลื่อมล้ำที่สำคัญใน 2 มิติด้วยกัน มิติแรกคือความแตกต่างของคะแนนระหว่างนักเรียนจากครัวเรือนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมแตกต่างกัน
เมื่อเปรียบเทียบนักเรียนกลุ่มบนสุด 25% กับกลุ่มล่างสุด 25% พบว่า ช่องว่างของคะแนนมากที่สุดอยู่ที่ด้านการแก้ปัญหาเชิงคำนวณ (Computational problem-solving) ซึ่งแตกต่างกัน 57 คะแนน รองลงมาคือวิทยาศาสตร์ (55 คะแนน) การอ่าน (50 คะแนน) และคณิตศาสตร์ (50 คะแนน)
เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และเวียดนาม ช่องว่างดังกล่าวอาจไม่ได้ดูสูงเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ ความเหลื่อมล้ำนี้เกิดขึ้นท่ามกลางระดับคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนไทยที่ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัญหาของไทยจึงไม่ใช่เพียงช่องว่างระหว่างเด็กที่มีฐานะแตกต่างกัน แต่คือการที่เด็กจากครัวเรือนฐานะยากจนต้องเริ่มต้นจากระดับสมรรถนะที่ต่ำเป็นพิเศษ ซึ่งอาจจำกัดโอกาสในการเรียนต่อ การพัฒนาทักษะ และการเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต
ความเหลื่อมล้ำมิติที่สองคือ ความแตกต่างของคะแนนระหว่างกลุ่มโรงเรียนเน้นวิทย์และสาธิต (ที่มีค่าเฉลี่ยของคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ในทุกวิชา) กับกลุ่มโรงเรียนอื่น ๆ
ความแตกต่างนี้ไม่เพียงสะท้อนระบบนิเวศทางการศึกษา (เช่น หลักสูตร คุณภาพครู ห้องเรียน และงบประมาณ) แต่รวมถึงการกระจุกตัวของ “เด็กเก่ง” ในโรงเรียนเฉพาะทาง โจทย์อาจไม่ได้อยู่ที่การลดช่องว่างของคะแนนให้มากที่สุด แต่คือการทำให้ระบบนิเวศของโรงเรียนทั่ว ๆ ไป ดีเทียบเท่ากับโรงเรียนเน้นวิทย์และสาธิต
ความแตกต่างของผลลัพธ์ทางการศึกษาระหว่างนักเรียนยากจนกับนักเรียนร่ำรวย รวมถึงระหว่างนักเรียนในกรุงเทพกับต่างจังหวัดมีความสำคัญ เพราะนั่นหมายถึงโอกาสในตลาดแรงงานที่แตกต่างกันด้วย ความเหลื่อมล้ำด้านผลลัพธ์ทางการศึกษาที่สะท้อนมาจากสมรรถนะของนักเรียนในปัจจุบัน อาจทำให้โจทย์การลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้และทรัพย์สินของไทยในอนาคตแก้ไขได้ยากขึ้น
ความท้าทายประการที่สองคือ การมาของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ที่มาพร้อมทั้งโอกาสและความท้าทายในระบบการศึกษา รายงานฉบับเดียวกันของ OECD ระบุว่า 51% ของนักเรียนไทยใช้ AI chatbots เพื่อช่วยในการเรียนอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 46%
นอกจากนี้ 41% ของนักเรียนไทยระบุว่าใช้ AI เพื่อช่วยทำการบ้านหรืองานที่ต้องอาศัยการเขียน (writing assignments) เทียบกับค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 29%
อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ในระดับสูงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น ในเวียดนาม (ที่มีคะแนน PISA ดีกว่าไทยในทุกวิชา) นักเรียนกว่า 69% ระบุว่าใช้ AI chatbots อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
แม้เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า AI ช่วยให้การใช้ชีวิตของมนุษย์สะดวกขึ้นในหลายด้าน แต่สำหรับการศึกษา เราต้องมองให้ลึกกว่านั้นว่า AI ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กได้หรือไม่และภายใต้เงื่อนไขใด โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา หาก AI ถูกนำมาใช้เพียงเพื่อให้ทำการบ้านเสร็จเร็วขึ้นหรือได้คำตอบที่ถูกต้อง AI ก็อาจสร้างผลเสียต่อการเรียนรู้ได้เช่นกัน
เพราะสิ่งที่เด็กในวัยนี้สูญเสียไปอาจไม่ใช่เพียงโอกาสในการคิดหาคำตอบด้วยตนเอง แต่รวมถึงกระบวนการเรียนรู้ระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็น ความอดทนในการแก้ปัญหา ความสามารถในการตีโจทย์ การลองผิดลองถูก และการใช้ความคิดสร้างสรรค์ เว้นเสียแต่ว่า ความสามารถเหล่านี้จะไม่จำเป็นอีกต่อไปในอนาคต
สำหรับคนในแวดวงการศึกษา โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การตรวจแฟ้มของครูว่ามีการนำ AI มาใช้ในห้องเรียนหรือไม่ หรือการนับว่ามีนักเรียนกี่คนที่ใช้ AI แต่ควรเป็นการติดตามว่า เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนแล้ว สมรรถนะของนักเรียนในด้านต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
นอกจากนั้น เราจำเป็นต้องทบทวนวิธีการประเมินผลการศึกษาไปพร้อมกัน การสั่งการบ้านให้นักเรียนกลับไปทำและนำมาส่งในวันรุ่งขึ้นอาจบอกเราได้น้อยลงเรื่อย ๆ ว่านักเรียนเข้าใจเนื้อหาจริงหรือไม่ หาก AI สามารถทำโจทย์เหล่านั้นแทนได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที
หลังจากดีใจกับคะแนน PISA ที่เพิ่มขึ้นแล้ว เราคงต้องหันกลับมามองโจทย์ที่ยากกว่านั้นว่า จะทำอย่างไรให้พัฒนาการดังกล่าวเกิดขึ้นกับเด็กทุกกลุ่ม โดยเฉพาะนักเรียนจากครอบครัวยากจนและนักเรียนที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา
ขณะเดียวกัน ระบบการศึกษาไทยจำเป็นต้องมีคำตอบที่ชัดเจนขึ้นว่า AI ควรเข้ามามีบทบาทในการเรียนรู้ตรงไหน เด็กควรใช้ AI อย่างไรจึงจะช่วยส่งเสริมมากกว่าทดแทนการเรียนรู้ และเราจะประเมินความรู้และความสามารถของเด็กอย่างไร ในโลกที่ AI สามารถผลิตคำตอบให้ได้แทบจะทันที
การเพิ่มขึ้นของคะแนน PISA ไม่ควรเป็นเพียงจุดหมายปลายทาง แต่เป็นจุดตั้งต้นให้เราตั้งคำถามที่สำคัญกว่า ว่าระบบการศึกษาไทยกำลังช่วยให้เด็กทุกคนมีโอกาสเรียนรู้ และพร้อมรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้ดีเพียงใด





