วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

เด็กเกิดน้อยเป็นปัญหาจริงหรือ?

ผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมงานประชุมวิชาการประจำปีของ Japan Association for Social Policy Studies เมื่อวันที่ 23-24 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ The University of Tokyo

เวทีหนึ่งที่น่าสนใจคือการถกเถียงเรื่อง วิกฤติเด็กเกิดน้อย หรือ Shoshika (declining birthrate) ซึ่งกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน

นักวิชาการรุ่นใหม่ 3 คน เปรียบเทียบให้เห็นว่า แม้ทั้งสามประเทศจะเผชิญภาวะอัตราการเกิดต่ำเหมือนกัน แต่รากของปัญหาและวิธีรับมือกลับต่างกัน

กรณีของเกาหลีใต้ กำลังกลายเป็น “สังคมไม่แต่งงาน” คนหนุ่มสาวจำนวนมากไม่ต้องการแต่งงาน เพราะต้นทุนที่สูงเกินไป ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายพิธีการ ค่าที่อยู่อาศัย ไปจนถึงภาระการเลี้ยงดูบุตร รัฐบาลจึงต้องปรับแนวนโยบายครั้งสำคัญ

จากเดิมที่ส่งเสริม “การมีบุตรภายใต้การแต่งงาน” มาเป็นการสนับสนุน “คู่ที่ท้องไม่แต่ง” หรือการมีบุตรโดยไม่จำเป็นต้องแต่งงาน รวมถึงคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวมากขึ้น เป้าหมายไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ที่ต้องรักษาจำนวนประชากรท่ามกลางแรงกดดันจากกำลังทหารของเกาหลีเหนือ

ส่วนจีน แม้จะยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวไปแล้ว แต่คนหนุ่มสาวจำนวนมากก็ยังไม่กล้ามีลูกหลายคน เพราะความไม่มั่นคงในการจ้างงาน รายได้ที่ไม่แน่นอน และการแข่งขันที่รุนแรง รัฐจึงพยายามออกมาตรการทั้งการเพิ่มสถานรับเลี้ยงเด็ก สนับสนุนให้ผู้หญิงสามารถทำงานนอกบ้านและดูแลครอบครัวไปพร้อมกัน

รวมถึงเงินช่วยเหลือต่างๆ แม้อัตราการหย่าร้างเพิ่มขึ้น แต่อัตราการแต่งงานใหม่ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน สะท้อนว่าสถาบันครอบครัวยังไม่ได้สลายตัว เพียงแต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบไป

สำหรับญี่ปุ่น ภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ก่อนตั้งครรภ์ ไปจนถึงการศึกษาของบุตร หลังเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “1.5 ช็อก” ในปี 2533 ซึ่งอัตราการเกิดลดลงเหลือเพียงเด็ก 1.57 คนต่อผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ 1 คน

รัฐบาลก็ตระหนักและเริ่มออกมาตรการต่างๆ ทั้งเงินอุดหนุนบุตร การสนับสนุนให้ผู้หญิงสามารถทำงาน มีบุตร และดูแลผู้สูงอายุในบ้านไปพร้อมกัน แต่ปัญหาก็ยังดำเนินต่อไป เกิดปัญหาแต่งงานช้า มีบุตรช้า (late marriage, delayed child bearing)  ต้นทุนชีวิตยุคใหม่เหมือน “ดักหน้า” คนหนุ่มสาวตั้งแต่ยังไม่เริ่มสร้างครอบครัว

รัฐจำเป็นต้องพยายามหยุดภาวะเด็กเกิดน้อย เพราะต่างรู้ดีว่า เมื่อประชากรวัยแรงงานลดลง ผลิตภาพทางเศรษฐกิจของประเทศก็จะลดลงตาม ในสังคมสูงวัยระดับสุดยอด รายจ่ายเพื่อดูแลผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่รายได้จากคนวัยทำงานกลับลดลง

แต่มีนักวิชาการอาวุโสชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่งตั้งคำถามกลับว่า “เด็กเกิดน้อยเป็นปัญหาจริงหรือ?”

เขาให้เหตุผลว่า ไม่มีประเทศใดในโลกสามารถต้านกระแสการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่นิยมมีบุตรมากเหมือนในอดีตได้ หากย้อนดูประวัติศาสตร์ของประเทศยุโรปหลายแห่งที่เข้าสู่สังคมสูงวัยก่อนเอเชีย รัฐบาลต่างก็เคยออกมาตรการสารพัด ทั้งเงินอุดหนุน ลดภาษี สนับสนุนสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือส่งเสริมความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ

แม้แต่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ที่แก่ตัวในอัตราเร่งเร็วกว่ายุโรป ก็พยายามแก้มาแล้วกว่าสองทศวรรษ ญี่ปุ่นภายใต้นโยบายอาเบะโนมิกส์เอง ทุ่มงบประมาณหลายแสนล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อย แต่ผลลัพธ์ก็ยังไม่ชัดเจน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “จะทำอย่างไรให้คนมีบุตร” แต่อาจต้องถามใหม่ว่า “เราจำเป็นต้องฝืนกระแสนี้หรือไม่”

ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ใช่จำนวนคนที่ลดลง แต่เป็นการที่ระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างอุตสาหกรรมยังไม่ยอมปรับตัว ในอดีต โลกก็ไม่ได้มีประชากรมากเช่นปัจจุบัน คนที่ได้รับผลกระทบคือภาคธุรกิจที่ต้องการแรงงานจำนวนมากในระบบเดิม

ทางออกคือ ต้องเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ใช้หุ่นยนต์ เอไอ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ช่วยให้คนหนึ่งคนสร้างผลผลิตได้สูงขึ้น ขณะที่งานใช้แรงงานระดับล่างหรือแรงงานไร้ฝีมือ ก็อาจนำเข้าแรงงานต่างชาติเข้ามาทดแทน

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ญี่ปุ่นเริ่มนิยาม “ผู้สูงอายุ” ใหม่ตามช่วงวัย อายุ 50-65 ปี ถูกเรียกว่า “มิดเดิลซีเนียร์” อายุ 65-80 ปี คือ “ซีเนียร์” และอายุเกิน 80 ปี คือ “ซูเปอร์ซีเนียร์” การเปลี่ยนคำเรียกสะท้อนว่า สังคมกำลังมองผู้สูงอายุใหม่ จากเดิมที่เป็น “ภาระ” ไปสู่การเป็น “ทรัพยากรมนุษย์”

เมื่อหันกลับมามองไทย ภาพที่เห็นอาจน่ากังวลยิ่งกว่า เพราะไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดอย่างรวดเร็ว เราผ่านจุด “1.5 ช็อก” ใน พ.ศ. 2562 (อยู่ที่ 1.49) มาแล้วเช่นกัน และแม้จะมีมาตรการส่งเสริมการมีบุตร แต่ก็ยังไม่ใช่นโยบายหลักอย่างจริงจัง

ต่างจากยุโรปหรือเอเชียตะวันออก ที่เป็น “สังคมรวยก่อนแก่” ไทยกลับกำลังเดินเข้าสู่ภาวะ “แก่ก่อนรวย” ขณะที่อายุขัยเฉลี่ยต่ำกว่า ระบบสวัสดิการและสถานะการคลังยังไม่แข็งแรงเท่าประเทศพัฒนาแล้ว

นั่นทำให้แรงกระแทกทางเศรษฐกิจและสังคมอาจรุนแรงกว่า การ “เหยียบเบรก” ไม่ให้อัตราเร่งของสังคมสูงวัยพุ่งเร็วเกินไป จนเกิดภาวะกระแทกหนัก (hard landing) ยังเป็นเรื่องจำเป็น อย่างน้อยที่สุด เพื่อซื้อเวลาให้สังคมไทยปรับตัวได้ทัน ก่อนวันที่คนวัยทำงานจะน้อยเกินกว่าจะประคองทั้งเศรษฐกิจและสังคมสูงวัยไว้ได้พร้อมกัน

นึกถึงที่นักศึกษาบอกว่า “อาจารย์บอกให้มีลูก แต่หนู/ผมยังไม่มีแฟนเลย” ดูเพิ่มเติมได้ในหนังสือ ถอดบทเรียนจ้างงานและบริหารทรัพยากรมนุษย์ของญี่ปุ่นยุคสังคมสูงวัยระดับสุดยอด