การเริ่มต้นธุรกิจของใครสักคนในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่การคิดค้นสินค้าหรือบริการที่สามารถตอบสนองต่อลูกค้าได้เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของกระบวนการตามกฎหมายหลายอย่างที่ต้องดำเนินการ
ไม่ว่าจะเป็น การจดทะเบียน ขอใบอนุญาต หาเงินทุน ไปจนถึงเลือกเทคโนโลยี หาตลาดใหม่ๆ ที่มากกว่าการแข่งขันในประเทศ
ในขณะที่โครงการส่งเสริมของรัฐในปัจจุบันกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน และแทบทุกครั้งที่ขอรับบริการส่งเสริมจากรัฐ อาจต้องค้นหาข้อมูลใหม่ ยื่นเอกสารเดิมและอธิบายธุรกิจซ้ำกับหลายหน่วยงาน ในขณะที่เมื่อจบโครงการหนึ่งแล้ว ก็ยังไม่แน่ชัดว่าควรเดินต่อไปที่ใด
เงื่อนไขเหล่านี้กำลังสะท้อนระบบนิเวศการส่งเสริม SME ที่ขาดความเชื่อมโยงอย่างเป็น “ระบบ” ของเครื่องมือและมาตรการจำนวนมากเหล่านั้น
มาตรการที่หลากหลาย แต่เส้นทางยังขาดตอน
ด้วยเหตุนี้ TDRI ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ศึกษาระบบนิเวศการส่งเสริม SME ใน 5 มิติ ได้แก่ การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ การเข้าถึงเงินทุน การพัฒนาศักยภาพและเทคโนโลยี การขยายตลาดสู่สากล และสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดยผลการศึกษาพบรูปแบบร่วมที่น่าสนใจ ดังนี้
“ประเทศไทยไม่ได้ขาด “มาตรการ/โครงการ” ภายในระบบนิเวศ แต่กลับขาดกลไกที่ทำให้มาตรการเหล่านั้นทำงานต่อกันตลอดเส้นทางของธุรกิจ”
ด้านการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ ประเทศไทยมีช่องทางทั้ง Biz Portal และ SME One ID ในการจดทะเบียนและสร้างรหัสประจำตัวธุรกิจ รวมถึงมีช่องทางจดทะเบียนนิติบุคคลออนไลน์ แต่เมื่อพิจารณาในองค์รวมของการทำธุรกิจจะพบว่า ความสะดวกส่วนใหญ่ในการติดต่อภาครัฐจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจเป็นหลัก
ในขณะที่กระบวนการทางภาษี หรือเลิกกิจการยังคงต้องได้รับการเชื่อมโยง และทำให้ง่ายสำหรับผู้ประกอบการปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าแม้ประตูเข้าสู่ธุรกิจในระบบอาจเปิดกว้างขึ้น แต่ทางเดินหลังจากนั้นยังมีหลายช่วงที่สะดุด
ด้านเงินทุน ประเทศไทยมีเครื่องมือค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่สินเชื่อ ตลาดทุน การระดมทุนแบบ Crowdfunding และการค้ำประกัน ไปจนถึงมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังต้องค้นหา และเปรียบเทียบทางเลือกด้วยตนเองซึ่งสะท้อนปัญหาการเข้าถึงในทางปฏิบัติ
ขณะที่ข้อมูลสินเชื่อหรือการค้ำประกันยังมีข้อจำกัดในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการติดตามและช่วยเหลือกิจการก่อนปัญหาจะพัฒนาไปสู่หนี้เสีย
เมื่อพิจารณาถึงการพัฒนาศักยภาพของ SME ปัจจุบันเรามีระบบ Business Development Service หรือ BDS ซึ่งมีทั้งหลักสูตรอบรม การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ โครงการจับคู่เทคโนโลยี และทุนวิจัย แต่ขาดการติดตามในรายธุรกิจ ซึ่งทำให้การตอบคำถามว่า SME นำความรู้หรือเทคโนโลยีไปเพิ่มผลิตภาพได้จริงหรือไม่
ปัญหาเดียวกันเกิดขึ้นกับการขยายตลาด ภาครัฐสนับสนุนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและกิจกรรมอย่าง Business Matching แต่การพบกันไม่ได้หมายความว่าจะเกิดคำสั่งซื้อ เพราะ SME อาจยังติดขัดเรื่องมาตรฐาน กำลังผลิต เงินทุน ภาษา หรือระบบขนส่ง
หากระบบติดตามของภาครัฐ สนใจเพียงจำนวนคู่ที่จับได้จะทำให้ไม่มีทางรู้ได้เลยว่า คู่ใดสามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน และคู่ใดหลุดจากเส้นทางไป
อีกเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้คือการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันไทยมีมาตรฐาน ที่ปรึกษาและสินเชื่อสีเขียวอยู่แล้ว แต่ธุรกิจยังต้องประกอบจิ๊กซอว์เหล่านี้ด้วยตนเอง ตั้งแต่ทำความเข้าใจกฎ ประเมินสถานะ วางแผนลงทุน หาเทคโนโลยี ขอรับรองมาตรฐาน และยื่นขอสินเชื่อ
สะท้อนให้เห็นว่าการมีเงินทุนอย่างเดียวจึงไม่พอ หากผู้ประกอบการยังเปลี่ยนความต้องการให้เป็นโครงการลงทุนที่ธนาคารพิจารณาไม่ได้
ช่องว่างที่เกิดซ้ำในทุกมิติ
เมื่อพิจารณาทั้ง 5 มิติร่วมกัน ช่องว่างสำคัญคือ 1.การเข้าถึงบริการอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบการอาจรู้ว่ามีโครงการ แต่ไม่รู้ว่าควรเริ่มจากที่ใด 2.การเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงาน ปัจจุบันหลายหน่วยงานมีฐานข้อมูลของตนเอง แต่ข้อมูลเหล่านี้ยังไม่สามารถใช้ซ้ำหรือประกอบกันเป็นภาพของกิจการเดียวกันได้
3.การติดตามผลลัพธ์ ยังติดตามการเปลี่ยนแปลงของกิจการได้จำกัด ภาครัฐจึงยังแยกได้ไม่ชัดว่า มาตรการใดสร้างผลจริง เหมาะกับ SME กลุ่มใด หรือจบลงพร้อมกับการปิดโครงการ
เติมเต็มเส้นทางธุรกิจ SME
การปิดช่องว่างไม่ควรเริ่มจากการสร้างแพลตฟอร์มใหม่ทุกครั้ง แต่ควรทำให้โครงสร้างที่มีอยู่เชื่อมต่อกัน โดยมี 3 ส่วนสำคัญ
ส่วนแรกคือ การใช้ SME One ID เป็นรหัสอ้างอิงกลาง หรือ Single ID เพื่อเชื่อมข้อมูลพื้นฐาน สิทธิ และประวัติการรับบริการเพื่อลดการยื่นเอกสารเดิม ช่วยตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นและแนะนำบริการถัดไป
ทั้งนี้ การใช้รหัสกลางไม่ได้หมายความว่าต้องย้ายข้อมูลทั้งหมดมาไว้ที่ สสว. หรือเปลี่ยนอำนาจการตัดสินใจของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง แต่เป็นการทำให้ระบบต่างๆ อ้างอิงกิจการเดียวกันได้ ภายใต้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น
ส่วนที่สองคือ การพัฒนา SME Tracking และ SME Journey เพื่อติดตามเส้นทางตั้งแต่ความต้องการ การได้รับความช่วยเหลือ การนำไปใช้ จนถึงผลที่เกิดกับกิจการ ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยระบุได้ว่า SME กำลังหลุดจากระบบตรงไหน และควรได้รับบริการอะไรต่อ
ส่วนสุดท้ายคือ การยกระดับบทบาทของ สสว. ให้เป็น Ecosystem Coordinator หรือผู้ประสานระบบนิเวศ เนื่องจากเครื่องมือสำคัญกระจายอยู่กับหน่วยงานด้านทะเบียน ภาษี การเงิน เทคโนโลยี ศุลกากร มาตรฐาน และสิ่งแวดล้อม สสว. จึงไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่แทนทุกหน่วยงาน แต่ควรช่วยกำหนดกติกาข้อมูล เป้าหมายผลลัพธ์ร่วม และระบบส่งต่อที่ชัดเจน
หัวใจของบทบาทดังกล่าวคือ Referral System โดยเมื่อมีการส่งต่อ SME หน่วยงานผู้รับควรทราบว่า ผู้ประกอบการต้องการอะไร ผ่านการพัฒนาอะไรมาบ้าง และติดขัดตรงไหน พร้อมรายงานผลกลับเพื่อให้ระบบรู้ว่าการส่งต่อสำเร็จหรือผู้ประกอบการหลุดหายระหว่างทาง ที่สำคัญข้อเสนอทั้งสามส่วนต้องดำเนินไปด้วยกัน
ท้ายที่สุด ระบบนิเวศ SME ที่ดีไม่ใช่ระบบที่ผู้ประกอบการต้องรู้จักทุกหน่วยงาน แต่เป็นระบบที่รู้จักผู้ประกอบการ เข้าใจว่ากิจการกำลังอยู่ตรงไหน และเชื่อมต่อไปยังความช่วยเหลือที่เหมาะสมได้
โจทย์ต่อไปจึงไม่ใช่เพียงว่าจะเปิดโครงการอะไรเพิ่ม แต่เป็นการทำอย่างไรให้โครงการที่มีอยู่สามารถทำงานต่อกันได้ เพราะความสำเร็จของการส่งเสริม SME ไม่ควรสิ้นสุดเมื่อผู้ประกอบการเดินผ่านประตูโครงการ แต่ควรเดินต่อไปจนถึงวันที่เงินทุน ความรู้ เทคโนโลยี ตลาด และความยั่งยืน กลายเป็นการเติบโตของกิจการอย่างแท้จริง





