วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2569

Login
Login

AI กับระบบนิเวศ

ความสามารถทางเทคโนโลยีไม่ได้เกิดจากบริษัทใดบริษัทหนึ่งเก่งขึ้นมาโดยบังเอิญ

ช่วงกลางเดือนที่แล้วผมมีโอกาสไปร่วมงาน HUAWEI CONNECT 2026 งานใหญ่ประจำปีของหัวเว่ยซึ่งการเดินทางครั้งนี้ของผมไม่ได้มีเพียงการไปดูเทคโนโลยีใหม่ แต่ยังมีโอกาสไปบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจด้าน AI Call Center ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ผมคิดว่าเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงจาก AI ได้เร็วและชัดเจนที่สุดในช่วงต่อจากนี้

เพราะทุกวันนี้ AI ไม่ได้เข้ามาอยู่แค่ใน ChatGPT หรือใช้ช่วยเขียนรายงานอีกต่อไป แต่กำลังเดินเข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงานจริงขององค์กร

โดยเฉพาะงานบริการลูกค้าที่ AI สามารถฟัง เข้าใจภาษา วิเคราะห์เจตนาของผู้พูด เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายระบบ และสนทนาต่อเนื่องได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น ที่สำคัญคือ AI รุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนจากการตอบคำถามไปสู่การลงมือทำงานต่อให้เราได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเดินเข้าไปในงาน เราจะพบว่าหัวเว่ยกำลังวางตำแหน่งตัวเองลึกลงไปถึงโครงสร้างพื้นฐานของยุค AI ตั้งแต่ชิปประมวลผล ระบบเชื่อมต่อสตอเรจ, ดาต้าเซนเตอร์, คลาวด์ ไปจนถึง Foundation Model, AI Agent และ Solution สำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ เรียกได้ว่าไม่ได้พยายามสร้างสินค้าเพียงชิ้นเดียว แต่กำลังสร้าง AI Stack ทั้งระบบ

ขณะเดียวกันโรดแมปของชิป Ascend ก็เดินเร็วขึ้น หัวเว่ย ระบุว่า Ascend 960DT จะพร้อมในไตรมาสแรกปี 2027 เร็วกว่ากำหนดเดิมถึงสามไตรมาส ส่วน 960PR จะตามมาในไตรมาสสาม และจากนั้นวางแผน Ascend 970 ในปี 2028 สะท้อนให้เห็นว่ายักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนกำลังปักหลักสู่กับคู่แข่งฝั่งอเมริกาอย่างเต็มที่

เราอาจมองการแข่งขันด้าน AI ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ว่าเป็นการแข่งขันว่าใครสร้างชิปได้เร็วกว่า ใครมีโมเดลใหญ่กว่า หรือใครมีดาต้าเซนเตอร์มากกว่า แต่สิ่งที่ผมเห็นจากจีนคือ ความสามารถทางเทคโนโลยีไม่ได้เกิดจากบริษัทใดบริษัทหนึ่งเก่งขึ้นมาโดยบังเอิญ

มันเกิดจากการสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงนโยบายของรัฐ มหาวิทยาลัย งานวิจัย เงินลงทุน บริษัทเทคโนโลยี นักพัฒนา และตลาดเข้าด้วยกัน

ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจมากในงานนี้คือ หัวเว่ยประกาศลงทุน 5,000 ล้านหยวนในช่วงสามปี เพื่อสนับสนุน Ecosystem ด้าน Computing โดยเชื่อมมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย Partner และ Developer เข้าด้วยกัน ขณะเดียวกันยังเปิดทรัพยากร Compute ระดับ 10,000 NPU ให้ Community เข้าถึง และมีโครงการให้ Developer ได้ใช้ทรัพยากร AI Computing สำหรับการทดลองและพัฒนา สิ่งที่จีนกำลังสร้างจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือ เวทีให้คนเก่งได้สร้างผลงาน

และนี่ต่างหากคือเรื่องที่ประเทศไทยควรกลับมาคิด เพราะเราไม่ได้ขาดคนเก่ง เรามีนักศึกษาไทยจำนวนไม่น้อยที่สามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยระดับโลก เรียนห้องเดียวกับนักศึกษาจีน อเมริกัน หรือยุโรป ใช้อาจารย์คนเดียวกัน ห้องทดลองเดียวกัน และเรียนเทคโนโลยีชุดเดียวกัน ดังนั้น ถ้าถามว่าคนไทยมีศักยภาพที่จะสร้างเทคโนโลยีระดับโลกหรือไม่ ผมไม่คิดว่าปัญหาอยู่ที่ความสามารถของคน

ปัญหาอยู่ที่ว่าเมื่อเขากลับมาแล้ว เรามีเวทีให้เขาหรือเปล่า ดูจากจีนเองเคยประสบปัญหาที่คนเก่งออกไปเรียนต่างประเทศแล้วไม่กลับ แต่ภาพนั้นเปลี่ยนไปมาก ทุกวันนี้นักศึกษาจีนที่ไปเรียนต่างประเทศมากกว่า 80% เลือกกลับประเทศ และข้อมูลล่าสุดระบุว่าเฉพาะปี 2024 มีนักศึกษาจีนกลับจากต่างประเทศประมาณ 495,000 คน เพิ่มขึ้น 19.1% จากปีก่อน

เหตุผลหนึ่งที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ก็คือ เมื่อกลับประเทศแล้ว พวกเขามีพื้นที่ให้ใช้ความรู้ มีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ มี Startup มีเงินทุน มีห้องทดลอง มีตลาด และมีโครงการระดับประเทศรองรับความสามารถเหล่านั้น

ความเข้มแข็งของจีนจึงเป็นองค์ประกอบที่พร้อมกันหมดทั้งคน เทคโนโลยี เงินทุน ฯลฯ ที่ทำงานเสริมและเพิ่มพลังให้กันเป็นระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง