ตลาดโซลาร์ไทยเร่งตัว รับแรงหนุนค่าไฟและนโยบายรัฐ "เสนา โซลาร์ เอนเนอร์ยี่" เร่งขยายฐานลูกค้าบ้าน และ SME เดินเกมชิงโอกาสในตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ที่กำลังเติบโต
ตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ "โซลาร์" กำลังกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในประเทศไทย จากเดิมที่การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์มักจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่หรือผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ปัจจุบันตลาดเริ่มขยายตัวเข้าสู่บ้านพักอาศัย ร้านค้า สำนักงาน และธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก
ปัจจัยที่เข้ามาสนับสนุนไม่ได้มีเพียงความต้องการลดค่าไฟ แต่ยังรวมถึงต้นทุนระบบที่มีแนวโน้มเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ตลอดจนมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งด้านสินเชื่อและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ภาพดังกล่าวทำให้ตลาดโซลาร์ไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจพลังงานทางเลือกอีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาเป็นตลาดที่มีผู้เล่นจากหลายอุตสาหกรรมเข้ามาแข่งขัน
ค่าไฟ-มาตรการรัฐ จุดเร่งตลาดโซลาร์
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) มองว่า ตลาดโซลาร์ ในปัจจุบันอยู่ในภาวะตลาดเปิดและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากปัจจัยภายนอก หรือ Catalysts ที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภค โดยเฉพาะมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งสินเชื่อและมาตรการทางภาษี มาตรการบางส่วนเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคนำค่าใช้จ่ายไปใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท รวมถึงโครงการช่วยเหลือเงินดาวน์ 50,000 บาท ซึ่งมีส่วนช่วยลดภาระต้นทุนเริ่มต้นของผู้ที่สนใจติดตั้งระบบโซลาร์
"ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ เนื่องจากมีปริมาณแสงแดดในระดับที่เหมาะสมต่อการผลิตไฟฟ้า ทำให้การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์มีศักยภาพด้านความคุ้มค่า เมื่อเทียบกับบางประเทศในภูมิภาค ปัจจัยเหล่านี้ทำให้โซลาร์มีโอกาสขยายจากตลาดเฉพาะกลุ่มไปสู่ตลาดผู้บริโภควงกว้างมากขึ้น"
ตลาดบ้านชะลอ แต่โซลาร์ยังมีช่องว่าง
ความน่าสนใจของธุรกิจโซลาร์ยังเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ตลาดบ้านจัดสรรได้รับผลกระทบจากต้นทุนก่อสร้างที่อยู่ในระดับสูง จำนวนประชากรเกิดใหม่ที่ลดลง รวมถึงภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้กำลังซื้อและการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยมีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบมูลค่าธุรกรรมระหว่างบ้านกับโซลาร์ ความแตกต่างค่อนข้างชัดเจน
"บ้านหนึ่งยูนิตมีมูลค่าตั้งแต่หลักล้านบาท ขณะที่แพ็กเกจโซลาร์สำหรับบ้านพักอาศัยขนาดประมาณ 3–5 กิโลวัตต์ มีราคาอยู่ที่ประมาณ 114,000 – 142,000 บาท และระบบขนาด 10 กิโลวัตต์พร้อมแบตเตอรี่มีราคาประมาณ 393,000 บาท"
อย่างไรก็ตาม แม้บริษัทอสังหาริมทรัพย์จะหันมาให้ความสนใจ ธุรกิจโซลาร์ มากขึ้น แต่รายได้หลักยังคงมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากมูลค่าต่อรายการของบ้านสูงกว่าธุรกิจโซลาร์อย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่เปลี่ยนแปลง คือโซลาร์กำลังถูกนำมาใช้เป็นทั้งสินค้าเสริมและช่องทางสร้างรายได้ใหม่
"เสนา" ขยายโซลาร์ จากบ้านสู่ธุรกิจ
สำหรับ เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ประสบการณ์ในธุรกิจโซลาร์ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่บริษัทฯ ดำเนินการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์มานานกว่า 17 ปี ในช่วงแรกการติดตั้งโซลาร์มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ลูกบ้านเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายและประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับโครงการที่อยู่อาศัยของบริษัทฯ มากกว่าการทำตลาดกับบุคคลภายนอก เหตุผลสำคัญในเวลานั้นมาจากต้นทุนระบบที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับสถาบันการเงินยังไม่ได้สนับสนุนสินเชื่อสำหรับการลงทุนระบบโซลาร์อย่างแพร่หลาย
"เมื่อโครงสร้างตลาดเปลี่ยน ทั้งต้นทุน เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค บริษัทฯ จึงขยายธุรกิจออกไปยังลูกค้าภายนอกมากขึ้น"
ปัจจุบันตลาดของ เสนา โซลาร์ เอนเนอร์ยี่ ครอบคลุมทั้งกลุ่มบ้านพักอาศัย หรือ Residential (B2C) และกลุ่มลูกค้าองค์กรและอุตสาหกรรม หรือ Commercial & Industrial (CNI/B2B) ที่น่าสนใจ คือสัดส่วนลูกค้าทั้งสองกลุ่มอยู่ที่ประมาณ 50:50 สะท้อนว่าโอกาสของตลาดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้บริโภครายย่อย แต่กำลังขยายไปยังภาคธุรกิจด้วย
CNI เปลี่ยนฐานจากโรงงานใหญ่สู่ SME
อีกการเปลี่ยนแปลงสำคัญของตลาด คือโครงสร้างลูกค้ากลุ่ม CNI ในอดีต ลูกค้าธุรกิจของโซลาร์มักเป็นโรงงานขนาดใหญ่ ห้างสรรพสินค้า หรือองค์กรที่มีการใช้ไฟฟ้าในระดับสูง ปัจจุบันฐานลูกค้าเริ่มขยายลงมาสู่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารแบบ Standalone สำนักงาน และโรงงานขนาดเล็ก ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าในระดับประมาณ 50–300 กิโลวัตต์
"การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนว่า โซลาร์กำลังเปลี่ยนจากตลาดที่มีลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่เป็นหลัก ไปสู่ตลาดที่มีฐานลูกค้ากว้างขึ้น"
สำหรับ ผู้ประกอบการ SME ค่าไฟถือเป็นต้นทุนการดำเนินงานโดยตรง ดังนั้นการลงทุนติดตั้งโซลาร์จึงสามารถถูกพิจารณาในมุมของการบริหารต้นทุน มากกว่าการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว
Barrier to Entry ต่ำ เกมแข่งขันจึงเข้มข้น
แม้ตลาดโซลาร์จะมีแนวโน้มเติบโต แต่ความท้าทายสำคัญ คือการแข่งขัน เนื่องจากธุรกิจนี้มี Barrier to Entry หรืออุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผู้เล่นในตลาดมีตั้งแต่ช่างไฟฟ้า ผู้รับเหมารายย่อย ไปจนถึงอดีตพนักงานที่ออกมาเปิดบริษัทของตัวเอง โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่สูงมาก การตลาดผ่านช่องทางดิจิทัล โดยเฉพาะ TikTok และ Reels ยังช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงลูกค้าโดยตรงได้ง่ายขึ้น
ขณะเดียวกัน ผู้เล่นรายใหญ่จากอุตสาหกรรมอื่นก็เข้ามาแข่งขัน โดยอาศัยแบรนด์ ฐานลูกค้า และเครือข่ายเดิมเป็นข้อได้เปรียบ โครงสร้างตลาดจึงสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ประกอบการรายใหญ่จากธุรกิจเดิม บริษัทที่เชี่ยวชาญธุรกิจโซลาร์โดยเฉพาะ และผู้ประกอบการรายย่อยที่แข่งขันด้านราคาและความคล่องตัว
ตลาดใหม่เปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นหน้าใหม่
เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจบ้านจัดสรร ตลาดโซลาร์ยังอยู่ในช่วงที่โครงสร้างอุตสาหกรรมกำลังพัฒนา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีผู้เล่นรายใหญ่ที่สะสมประสบการณ์และส่วนแบ่งตลาดมาเป็นเวลานานกว่า 45 ปี ขณะที่ตลาดโซลาร์ยังมีผู้เล่นจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้ามาแข่งขัน และหลายรายไม่ได้เริ่มต้นจากธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์โดยตรง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดยังมีพื้นที่สำหรับการสร้างแบรนด์ การพัฒนาบริการ และการขยายฐานลูกค้า
โจทย์สำคัญของผู้ประกอบการจึงไม่ได้อยู่ที่การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการสร้างความน่าเชื่อถือ บริการหลังการขาย การออกแบบระบบให้เหมาะกับการใช้ไฟ และการทำให้ผู้บริโภคเห็นความคุ้มค่าของเงินลงทุนท้ายที่สุด
การเติบโตของตลาดโซลาร์ไทยจึงไม่ได้สะท้อนเพียงจำนวนแผงที่เพิ่มขึ้นบนหลังคาบ้านหรือโรงงานแต่กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดพลังงาน เมื่อ "ค่าไฟ" กลายเป็นต้นทุนที่ทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจต้องบริหารจัดการ และ "แสงแดด" กลายเป็นทรัพยากรที่สามารถนำมาเปลี่ยนเป็นไฟฟ้า
วันนี้โซลาร์กำลังขยายฐานจากตลาดเฉพาะกลุ่มในอดีต ไปสู่บ้าน ร้านค้า สำนักงาน โรงงาน และ SME แน่นอนว่า เสนา โซลาร์ เอนเนอร์ยี่ เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างการรับรู้ ท่ามกลางตลาดที่กำลังเปิดกว้างและมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง





