วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน 2569

Login
Login

การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ

 การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปอีก 0.25% ของคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐ ด้วยคะแนนเสียงที่เป็นเอกฉันท์ เมื่อวันที่ 16 กันยายนนั้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในความเห็นของผม

ทั้งนี้ โดยดูจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2025 ซึ่งหลังจากนั้นพบว่า อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น โดยวัดจากข้อมูลการใช้จ่ายในการบริโภคของบุคคล (Personal Consumption Expenditure หรือ PCE) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่กว้างและครบถ้วนกว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index) ดังปรากฏในตาราง

การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ

จะเห็นได้ว่าในเดือนธันวาคม 2025 เงินเฟ้อทั่วไปโดยวัดจาก PCE นั้น เท่ากับ 2.9% ต่อปี และได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3.7% ในเดือน กรกฎาคม 2026 (ตัวเลขล่าสุด) คือเพิ่มขึ้นถึง 0.8% ตรงนี้แปลว่า ดอกเบี้ยนโยบายจริง (ดอกเบี้ยโยบาย 3.50% ถึง 3.75% ลบด้วยเงินเฟ้อ) นั้น ได้ปรับตัวลดลงไป จาก +0.6% ถึง +0.85% มาเป็น -0.20% ถึง 0.05%

มองในมิตินี้ก็จะเห็นได้ว่าดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.5% ถึง 3.75% นั้น นอกจากจะไม่ได้ทำให้เงินเฟ้อลดลงแล้ว ยังทำให้สภาพคล่องเพิ่มขึ้น จนทำให้เงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอีก ดังนั้น การที่ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ น่าจะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย นโยบายอีก 1-2 ครั้ง จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้โดยไม่ยาก

บางคนอาจตั้งแง่ว่าเงินเฟ้อวัดจาก PCE ทั่วไปนั้น ถูกบิดเบือนจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันที่เป็นแรงกระแทกด้านอุปทาน (supply-side shock) ซึ่งจะผ่านพ้นไปได้ในที่สุด (แม้ว่าการมองโลกในแง่ดีเช่นนี้ดูจะยากขึ้นทุกวัน)

ดังนั้น จึงควรจะตรึงดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ที่เดิมต่อไปอีก แต่ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE พื้นฐาน (ที่ไม่รวมราคาพลังงานและอาหาร) ก็ได้ปรับตัวขึ้น อยู่ดีจาก 3.0% ในเดือนธันวาคม 2025 มา เป็น 3.3% ในเดือน กรกฎาคม 2026

ประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือ การที่ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่คือ นาย Warsh ไม่ต้องการให้ธนาคารกลางเป็นผู้ชี้นำตลาด หรือต้องบอกตลาดล่วงหน้าว่า จะตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยอย่างไร

กล่าวคือ ต้องการให้ตลาดและนักลงทุนไป “คิดเอาเอง” ดังนั้น ช่วงของการถาม-ตอบกับนักข่าว จึงถูกบีบเวลาให้สั้นลงไปจากประมาณ 45 นาที หรือมากกว่าในอดีต มาเหลือเพียง 30 นาที (ตามการจับเวลาของ Wall Street Journal)

ประเด็นต่อมาคือ ผลกระทบของการปรับขึ้นของดอกเบี้ยระยะสั้น ต่อดอกเบี้ยระยะยาว ซึ่งในวันที่ 16 กันยายน ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็น 3.75% ถึง 4.0% นั้น ปรากฎว่า ดอกเบี้ยระยะยาว (ผลตอบแทน) พันธบัตรรัฐบาล 10ปี เกือบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย คืออยู่ที่ประมาณ 5%

ผมตีความหมายว่า หากธนาคารกลางสหรัฐ ตรึงดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ที่ 3.50 ถึง 3.75% ผลที่น่าจะตามมาคือดอกเบี้ยระยะยาวจะปรับตัวสูงขึ้นไปได้อีกมาก เพราะตลาดจะไม่มั่นใจว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะสามารถควบคุมเงินเฟ้อให้กลับมาอยู่ที่ระดับ 2% ต่อปี ตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ได้

การประเมินว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคต (inflationary expectations) ของตลาด ว่าอยู่ที่ระดับใดนั้น ธนาคารกลางสหรัฐ สาขาเซนต์หลุยส์ ประเมินจากการนำเอาผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปีเป็นตัวตั้ง แล้วลบด้วยผลตอบแทนจากการถือพันธบัตร Treasury Inflation Protected Securities (TIPS)

คือ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ป้องกันผลกระทบจากเงินเฟ้อ โดยมูลค่าเงินต้นของพันธบัตรจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ตามอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้น จึงให้ผลตอบแทนต่อปี (ดอกเบี้ย) ที่ต่ำกว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปกติ

ปัจจุบัน ผลตอบแทน TIPS คือ ดอกเบี้ยเท่ากับ 2.6% เมื่อเป็นเช่นนั้น หากนำเอาผลตอบแทนของพันธบัตร 10 ปีปกติมาเป็นตัวตั้งคือ 5% แล้วลบด้วย 2.6% ก็จะ เท่ากับ 2.4% ซึ่งใช้อ้างอิงได้ว่าเป็นการสะท้อนการคาดการณ์เงินเฟ้อของตลาดและนักลงทุน ดังปรากฏในภาพกราฟ  

การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ

ซึ่งจะเห็นได้ว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อนั้นติดอยู่ที่ระดับประมาณ 2.3 ถึง 2.4% มานานหลายเดือนแล้ว และสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ดังนั้น การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก 

ประเด็นสุดท้ายคือ การที่ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามกดดันให้นาย Warsh ปรับลดดอกเบี้ย ทำให้ขาดความเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสูงสุดในการรักษาเอาไว้ซึ่งความเชื่อมั่นในนโยบายการเงินที่มีวินัย

ในส่วนนี้ล่าสุดประธานาธิบดีทรัมป์ แสดงความเห็นว่า ดอกเบี้ยนโยบายควรจะลดลงไปเหลือเพียง 1.0% จึงแสดงความไม่พอใจและผิดหวังอย่างมาก แต่ก็บอกว่า ยังสนับสนุนนาย Warsh อยู่ โดยให้เหตุผลกับนักข่าวว่า

“I talked to Kevin and I said ‘You might as well vote with the board because it’s not going to matter’. The board is very hostile, they’re very political… a bunch of politicians or people put in by politicians…”

ผมจะขอไม่แปลเป็นภาษาไทยเพราะเป็นข้อความที่มีความสับสนและย้อนแย้งกันเองอย่างมาก แต่ประเด็นสำคัญคือ นาย Warsh คงจะ(จำ)ต้องพูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์อย่างสม่ำเสมอ และ ณ วันนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังสนับสนุนนาย Warsh อยู่ แต่ก็รู้ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐ มุ่งมั่นที่จะปรับดอกเบี้ยขึ้น

ดังนั้น ประธานาธิบดีทรัมป์จึงยอมรับสภาพว่า การที่ นาย Warsh จะลงมติหนึ่งเดียวที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ ก็จะเปล่าประโยชน์ และมีแต่จะทำให้สถานะและบารมีของ นาย Warsh ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินและผู้ว่าการธนาคารกลางเสื่อมถอยลง แต่โดยรวมแล้วก็เลยไม่แปลกใจว่า ทำไมตลาดจึงยังเป็นห่วงความเป็นอิสระของผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐฯ คนปัจจุบัน