การตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อีก 0.25% สู่กรอบ 3.75-4.00% ถือเป็นสัญญาณสำคัญต่อตลาดการเงินทั่วโลก
โดยเฉพาะเมื่อเฟดยังส่งสัญญาณว่าอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงปลายปี สะท้อนความกังวลต่อเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้เศรษฐกิจสหรัฐยังมีความแข็งแกร่ง
สำหรับประเทศไทย สิ่งที่ต้องจับตาไม่ได้มีเพียงทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ แต่คือแรงกระเพื่อมที่อาจส่งผ่านมายังเงินบาท เงินทุนเคลื่อนย้าย ต้นทุนการนำเข้า และภาระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลกและราคาพลังงาน
ประเด็นแรกที่ต้องระมัดระวังคือ เงินทุนไหลออกและเงินบาทอ่อนค่า เมื่อผลตอบแทนสินทรัพย์สหรัฐเพิ่มขึ้น นักลงทุนย่อมมีแรงจูงใจที่จะถือครองสินทรัพย์สกุลดอลลาร์มากขึ้น โดยเฉพาะหากตลาดเชื่อว่าเฟดยังไม่ยุติวงจรการขึ้นดอกเบี้ย การเคลื่อนย้ายเงินทุนดังกล่าวอาจสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย
ข้อมูลช่วงเช้าหลังการประชุมเฟดสะท้อนภาพดังกล่าว เมื่อเงินบาทอ่อนค่ามาอยู่บริเวณ 33.38-33.40 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดก่อนหน้า 33.28 บาท ขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ปรับขึ้นเหนือระดับ 100 สถานการณ์นี้ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเงินบาทที่อ่อนค่าลงไม่ได้มีแต่ด้านบวกต่อผู้ส่งออก แต่ยังทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะน้ำมันและพลังงานสูงขึ้น
จุดที่น่ากังวลยิ่งขึ้นคือ แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากต้นทุนการนำเข้า หากเงินบาทอ่อนค่าพร้อมกับราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับสูง ไทยอาจเผชิญแรงกดดันสองทางพร้อมกัน นั่นคือราคาสินค้านำเข้าที่แพงขึ้นและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ผลกระทบอาจส่งต่อไปยังต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้าในประเทศในที่สุด
ไทยจึงต้องระมัดระวังไม่ให้ค่าเงินที่ผันผวนกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมค่าครองชีพ โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยซึ่งมีความสามารถในการรับมือกับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นจำกัด เงินเฟ้อเพียงเล็กน้อยอาจมีความหมายมากสำหรับครัวเรือนที่ต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับอาหาร พลังงาน และค่าใช้จ่ายจำเป็น
สิ่งที่ไทยต้องทำจึงไม่ใช่การตอบสนองต่อเฟดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมิน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลัก นโยบายการเงินต้องรักษาสมดุลระหว่างการดูแลเงินเฟ้อ ค่าเงิน และการเติบโต ขณะเดียวกันภาครัฐควรเตรียมมาตรการรองรับกลุ่มที่เปราะบางต่อภาระดอกเบี้ยและค่าครองชีพ โดยไม่สร้างภาระทางการคลังจนเกินขีดความสามารถ
ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกผันผวน สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับไทยคือการมีนโยบายที่ยืดหยุ่น มีข้อมูลรองรับ และพร้อมปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ไม่ควรไล่ตามการตัดสินใจของเฟดแบบอัตโนมัติ แต่ต้องกำหนดจังหวะและมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของเศรษฐกิจไทยเอง





