เดือนหน้า ช่วง 12-18 ตุลาคมจะมีการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ-ธนาคารโลกที่กรุงเทพ ถือเป็นงานใหญ่ระดับโลกที่จะมีผู้เข้าร่วมงานมาก จึงเป็นโอกาสที่ดีของประเทศ
สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้พบนักลงทุนที่สนใจโอกาสทางธุรกิจในไทยและอาเซียน สอบถามและแลกเปลี่ยนความเห็นกันหลายเรื่อง วันนี้จึงขอตรวจประเด็นสำคัญเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจอาเซียนล่าสุดในสายตานักลงทุน รวมถึงมุมมองนักลงทุนว่าเศรษฐกิจไทยเราตอนนี้อยู่ตรงไหน นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
เศรษฐกิจโลกกําลังขยายตัวแบบเนิบๆ ไม่เเรง ประมาณร้อยละ 2.5-3.0 ต่อปี ประเมินโดยธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ แรงขับเคลื่อนมาจากแรงเหวี่ยงของสองปัจจัยที่ทํางานตรงข้ามกัน คือบวกและลบ
ด้านบวกคือ เเรงกระตุ้นหรือบูมที่มาจากการลงทุนด้านเอไอที่ขยายไปสู่การลงทุนในห่วงโซ่การผลิตเทคโนโลยีระดับสูงและโครงสร้างพื้นฐาน กระจายไปทั่วโลก โดยการลงทุนในเอไอ เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด รวมแล้วมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของการลงทุนในเศรษฐกิจโลกขณะนี้
ส่วนแรงเหวี่ยงด้านลบคือ ลมต้านที่มาจากภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลก อัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เป็นภาวะสามสูงที่ไม่ดีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ คือ ราคาน้ำมันสูง อัตราเงินเฟ้อสูง และอัตราดอกเบี้ยสูง
ราคานํ้ามันที่สูง คือขึ้นลงระหว่าง 80 ถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คงยืนระยะต่อเพราะสงครามในตะวันกลางมีท่าทียืดเยื้อ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อโลกจะยืนในระดับสูงตามไปด้วย คือประมาณร้อยละ 4.7 ปีนี้ ล่าสุดตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐเดือนสิงหาคมอยู่ที่ร้อยละ 3.4 เท่ากับเดือนกรกฎาคม แต่อัตราเงินเฟ้อเดือนต่อเดือนเร่งตัวขึ้นทั้งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน
อัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่ลดลงทําให้ตลาดการเงินส่วนใหญ่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 กันยายนนี้ ซึ่งต้องตามดู ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐได้ปรับสูงขึ้นไปแล้วก่อนหน้า เพราะความกังวลของตลาดพันธบัตรเรื่องเงินเฟ้อและหนี้สาธารณะสหรัฐที่เพิ่มสูงถึง 40 ล้านล้านดอลลาร์
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจากภาวะการณ์ดังกล่าวสำหรับประเทศต่างๆ จะเเตกต่างกัน ขึ้นอยู่ว่าประเทศได้ประโยชน์จากเอไอบูมหรือไม่และประเทศต้องพึ่งพลังงานนําเข้ามากน้อยแค่ไหนเพราะราคาพลังงานแพงขึ้น
สำหรับเอเชีย ประเทศอย่าง ญี่ปุ่น จีน อินเดีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน ได้ประโยชน์จากเอไอบูม เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยลดทอนภาระการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้นจากราคานํ้ามันที่แพงขึ้น สำหรับจีน ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ กําลังซื้อที่เริ่มอ่อนแอ และหนี้รัฐบาลท้องถิ่นยังเป็นแรงต้านสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ
กรณีประเทศอาเซียน นักลงทุนมองว่าภูมิภาคอาเซียนกําลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นฮับทางเทคโนโลยีที่สำคัญในฐานะเเหล่งผลิตที่สองตามยุทธศาสตร์ “บวกหนึ่ง” ที่กระจายการผลิตออกจากจีน รวมถึงเป็นห่วงโซ่การผลิตด้านเทคโนโลยี
เราจึงเห็นเงินลงทุนทางตรงจํานวนมากไหลเข้าภูมิภาค เพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ซึ่งประเทศที่ได้ประโยชน์ก็เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และล่าสุดไทย
ขณะเดียวกัน ธุรกิจการให้บริการเกี่ยวกับดิจิทัลก็เติบโตเร็วในภูมิภาคโดยเฉพาะ อินโดนีเซียและเวียดนาม นักลงทุนจึงมองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพเติบโตด้านเทคโนโลยีทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน
ในแง่การเติบโต ความแตกต่างในอาเซียนก็มีเช่นกัน โดยประเทศในภูมิภาคแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่เศรษฐกิจโตเร็ว เช่น เวียดนาม มาเลเซีย ที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนต่างประเทศ และวัฏจักรธุรกิจเทคโนโลยีที่เป็นขาขึ้น
กับอีกกลุ่มที่โตช้ากว่า เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย เพราะยังไม่ได้ประโยชน์จากการลงทุนจากต่างประเทศ ต้องพึ่งกําลังซื้อภายในประเทศและการใช้จ่ายภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะสามสูง คือราคาน้ำมันสูง อัตราเงินเฟ้อสูง และอัตราดอกเบี้ยสูง ประเทศในกลุ่มหลังจะอ่อนไหวเป็นพิเศษกับการเกิดปัญหาด้านเสถียรภาพที่มากับเศรษฐกิจโตต่ำ คือ ขาดดุลการคลัง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อัตราเงินเฟ้อสูงเพราะต้นทุนสูง และเงินทุนไหลออก
ส่วนประเทศกลุ่มเเรกที่โตเร็วก็จะมีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพเช่นกันแต่ในอีกลักษณะหนึ่ง คือเศรษฐกิจร้อนแรง ราคาสินทรัพย์เร่งตัวจนเป็นฟองสบู่ ประชาชนใช้จ่ายเกินตัว อัตราเงินเฟ้อสูง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมาก เป็นอาการเริ่มต้นของวิกฤติเศรษฐกิจที่ต้องระวัง
สำหรับไทย นักลงทุนมองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพที่จะเติบโต แต่ถูกดึงกลับด้วยปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นวิกฤติและไม่มีการแก้ไข ซึ่งสามปัญหาหลักของไทยในสายตานักลงทุน คือ
1.ผลกระทบของสังคมสูงวัยที่ลดขนาดกําลังเเรงงานของประเทศ ขณะที่เเรงงานที่เหลืออยู่ขาดทักษะและการศึกษาที่มีคุณภาพที่จะช่วยภาคอุตสาหกรรมให้ปรับตัวและพัฒนาไปในระดับที่สูงขึ้นในโลกที่เทคโนโลยีเป็นพระเอกและเปลี่ยนเร็ว ผลคือเศรษฐกิจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและโตตํ่า
2.หนี้ครัวเรือนที่สูง ประมาณร้อยละ 85-87 ของจีดีพี กดทับกำลังซื้อในประเทศ ทำให้การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคขยายตัวต่ำต่อเนื่อง เพราะครัวเรือนมีภาระหนี้สูงที่ต้องชําระ ประเทศจึงไม่มีการใช้จ่ายในประเทศที่จะสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ ต้องพึ่งการกระตุ้นจากภาครัฐแทน ซึ่งไม่ยั่งยืน
3.ความอ่อนแอของสถาบันภาครัฐ สะท้อนจากความไม่แน่นอนของนโยบายที่เปลี่ยนบ่อย และการทุจริตคอร์รัปชันที่รุนแรง ที่สำคัญนโยบายรัฐมักสร้างความไม่เท่าเทียมและความเหลื่อมล้ำให้มากขึ้น เช่น ล่าสุด ธุรกิจขนาดใหญ่คือผู้ได้ประโยชน์จากการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศด้านเทคโนโลยี
ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและเล็กต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ยากขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น และการไหลเข้าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ เป็นการเติบโตแบบ K shape ที่อยู่ในวงจำกัดทั้งในแง่การเติบโตและกระจายประโยชน์ที่เกิดจากการเติบโต
นักลงทุนจึงมองอนาคตเศรษฐกิจไทยว่าอยู่ที่การปฏิรูป ที่จะทำให้เศรษฐกิจได้ประโยชน์เต็มที่จากการไหลเข้าของเงินลงทุนต่างประเทศรอบนี้และไม่ตกขบวน ไม่ใช่ประคับประคองเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินหรืออุดหนุนราคานํ้ามันอย่างในปัจจุบัน ซึ่งมีแต่จะสร้างหนี้แต่ไม่แก้ปัญหา





