ส.อ.ท. ดันไทยฝ่า "กับดักรายได้ปานกลาง" เปิดโรดแมป 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายโต 35% ต่อปี ชง "4P" ผนึกรัฐ-เอกชน-ประชาชน หนุน 3 นโยบายเร่งด่วนปฏิรูปประเทศ ชูอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตเป็นต้นแบบ พร้อมเร่งอัปสกิลแรงงาน-ดึงคนเก่งไทยกลับบ้าน สร้างระบบนิเวศแข่งขันระดับโลก
KEY POINTS
- ส.อ.ท. เสนอแผนโรดแมปขับเคลื่อน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต (New S-Curve) ร่วมกับภาครัฐ ตั้งเป้าเติบโตสะสม 35% ต่อปี เพื่อพาประเทศไทยให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลางภายใน 12 ปี
- ชูโมเดลความร่วมมือแบบ "4P" (Public-Private-People Partnership) ซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายร่วมกัน
- เสนอ 3 นโยบายเร่งด่วนต่อรัฐบาลเพื่อปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ได้แก่ การผลักดันรัฐบาลดิจิทัล, การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ และการรับมือความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี
- เน้นการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ผ่านการอัปสกิลแรงงานเดิม (โดยเฉพาะด้าน AI), การดึงดูดผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ และการเชิญชวนคนไทยที่มีศักยภาพสูงในต่างแดนให้กลับประเทศ
ท่ามกลางแรงกดดันจากความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ถาโถมเข้าใส่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ภาคเอกชนโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ออกมาประกาศเดินหน้าผลักดันแผนโรดแมปขับเคลื่อน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต หรือ New S-Curve ร่วมกับภาครัฐ
ตั้งเป้าหมายให้เติบโตสะสมในอัตราสูงถึง 35% ต่อปี หวังใช้เป็นเครื่องยนต์หลักในการฉุดดึง GDP ประเทศให้ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง และพาประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางให้สำเร็จภายใน 12 ปีข้างหน้า
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ในฐานะที่ ส.อ.ท. เป็นหนึ่งในคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนโรดแมปเพื่อร่วมขับเคลื่อน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคตร่วมกับภาครัฐบาล โดยมองว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยยกระดับสวัสดิการของประชาชนไทยให้ก้าวไปสู่มาตรฐานเดียวกับกลุ่มประเทศ OECD ได้ในที่สุด
ยานยนต์แห่งอนาคต ต้นแบบการเปลี่ยนผ่านอุตฯไทย
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุดในแผนงานดังกล่าว คือ อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ซึ่งปัจจุบันฐานการผลิตยานยนต์ของไทยยังคงประกอบด้วยความหลากหลายของเทคโนโลยี ทั้งกลุ่มเครื่องยนต์สันดาปภายในดั้งเดิม (ICE) รถยนต์ไฮบริด (HEV) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยแผนโรดแมปในระยะ 12 ปีข้างหน้าจะต้องให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลของยานยนต์แต่ละประเภทในตลาด ควบคู่ไปกับการเดินหน้าเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation) อย่างเป็นระบบ
เพื่อลดความกังวลและลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐเร่งส่งเสริมและนำพลังงานทดแทนเข้ามาใช้เพิ่มมากขึ้น อาทิ เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) พร้อมทั้งต้องเร่งพัฒนาและยกระดับสัดส่วนชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ (Local Content) ให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว
ชู "4P" ผนึกกำลังรัฐ-เอกชน-ประชาชน
นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ความสำเร็จของแผนงานเหล่านี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการทำงานของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง ส.อ.ท. จึงเสนอรูปแบบการบูรณาการความร่วมมือในลักษณะ "4P" ได้แก่ Public-Private-People Partnership ซึ่งเป็นการประสานพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมใจกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายความสำเร็จร่วมกัน
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ได้นำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเร่งด่วน 3 ประเด็นสำคัญต่อรัฐบาล ในการปฏิรูปโครงสร้างประเทศเพื่อก้าวไปสู่ขอบฟ้าใหม่ ประกอบด้วย
- การผลักดันรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเป็นอันดับแรก เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวเข้าสู่มาตรฐาน OECD ซึ่งจะกลายเป็นการเปิดประตูบานใหญ่สู่โอกาสทางการค้าระหว่างประเทศ การพัฒนาอุตสาหกรรม และการยกระดับทรัพยากรบุคคลอย่างเป็นระบบ
- การรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลต้องดูแลอัตราแลกเปลี่ยน (ค่าเงิน) ไม่ให้ผันผวนรุนแรงจนเกินไป รวมถึงควบคุมต้นทุนพลังงานและเสถียรภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุนต่างชาติ
- การรับมือความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี (Technology Risk) เนื่องจากเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของภาคอุตสาหกรรม จึงเสนอให้จัดตั้งกลไกเชื่อมโยงการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคเทคโนโลยี และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่ออัปเดตและเติมเต็มเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
ปั้นกำลังคน อัปสกิล-ดึงคนเก่งกลับไทย
ด้านกำลังคน นางพิมพ์ใจ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนักศึกษาและบัณฑิตจบใหม่ปีละไม่ต่ำกว่า 300,000 คน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้จบการศึกษาระดับวิศวกรรมประมาณ 3,000-4,000 คน และกลุ่มวิทยาศาสตร์/STEM ประมาณ 100,000 คน ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญที่มีศักยภาพสูงในการเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่
ส.อ.ท. ได้ทำข้อตกลงความร่วมมือกับภาครัฐและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในการจัดโปรแกรมระยะสั้นเพื่อติดอาวุธทางปัญญา อัปเกรดทักษะให้แก่แรงงานเดิมภายใต้หลักสูตร New Skill & Up Skill (โครงการพันใหม่) โดยเน้นเป็นพิเศษที่การเติมทักษะด้าน AI ให้แก่แรงงานไทย
ขณะเดียวกัน ยังสนับสนุนนโยบายดึงดูดผู้เชี่ยวชาญทักษะสูงจากต่างประเทศ (Talent Attraction) ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ (BOI) ผ่านการอำนวยความสะดวกเรื่องวีซ่าเฉพาะทาง ได้แก่ Smart Visa และ LTR Visa (Long-Term Resident Visa) เพื่อเปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้ามาทำงาน ฝึกสอนฝีมือแรงงาน และถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงให้แก่คนไทย
นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังเสนอให้รัฐบาลและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกในการเสาะหาและเชิญชวนกลุ่มคนไทยที่มีศักยภาพสูงและเก่งกาจ ซึ่งปัจจุบันศึกษาหรือทำงานอยู่ในสถาบันชั้นนำหรือองค์กรยักษ์ใหญ่ในต่างประเทศ ให้เดินทางกลับมาร่วมสร้างและยกระดับระบบนิเวศการทำงานในประเทศไทย เพื่อเติมเต็มองค์ความรู้และประสบการณ์ระดับโลกสู่ภาคอุตสาหกรรมไทยโดยตรง
ข้อเสนอของ ส.อ.ท. ครั้งนี้สะท้อนความพยายามผลักดันประเทศไทยให้ก้าวข้ามข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน ทั้งการพึ่งพาอุตสาหกรรมดั้งเดิม ความล่าช้าด้านดิจิทัล และการขาดแคลนบุคลากรทักษะสูง ผ่านการผนึกกำลังทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนในรูปแบบ 4P ควบคู่กับการวางรากฐาน 3 นโยบายเร่งด่วน
หากสามารถขับเคลื่อนได้ตามเป้าหมาย การเติบโตของ 7 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตในอัตรา 35% ต่อปี จะไม่เพียงเป็นแรงส่งสำคัญต่อ GDP ประเทศ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญที่จะพาประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และก้าวขึ้นสู่มาตรฐานสวัสดิการระดับเดียวกับกลุ่มประเทศ OECD ได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในหนึ่งทศวรรษข้างหน้า





