‘AMRO’ มองเศรษฐกิจไทยพื้นฐานแกร่ง ประเมิน GDP ปี 69-70 ขยายตัวต่อเนื่องที่ระดับ 2.4% มองทิศทางนโยบายเศรษฐกิจมาถูกทาง หนุนการลงทุนดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) เจาะกลุ่มอุตฯอนาคต พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากผลกระทบของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่ผันผวน และอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งล้วนเป็นความท้าทายในการบริหารเศรษฐกิจของทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทยมีโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน รายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก
อย่างไรก็ดีล่าสุดเศรษฐกิจไทยได้รับสัญญาณบวกจาก องค์กรวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office) หรือ “AMRO“ ที่แสดงความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบาย ความพยายามในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย
เมื่อเร็วๆ นี้ คณะผู้แทนของ AMRO นำโดยนาย Yasuto Watanabe ผู้อำนวยการ และนาย Dong He หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ได้เดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อหารือกับผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ โดย AMRO ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถรักษาระดับการขยายตัวได้ที่ 2.4% ทั้งในปี 2569 และต่อเนื่องไปถึงปี 2570
สอดคล้องกับมุมมองของ นายแอลเลน อึง (Allen Ng) หัวหน้าคณะประเมินเศรษฐกิจประเทศไทยของ AMRO ที่ระบุว่าตลอด 4 ปีของการติดตามเศรษฐกิจไทยมาต่อเนื่อง ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ AMRO มีความเชื่อมั่นต่ออนาคตเศรษฐกิจไทยมากที่สุด
โดยประเมินว่าคลื่นการลงทุนระลอกใหม่และการส่งออกสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยยกระดับศักยภาพการเติบโตและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งขึ้นมนอนาคต
มุมมองเชิงบวกจาก AMRO สะท้อนให้เห็นว่าทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานต่างๆ กำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดี และได้รับการยอมรับจากองค์กรระดับโลก
ทั้งนี้หัวใจสำคัญที่ AMRO มองว่าเป็นจุดเปลี่ยนของเศรษฐกิจไทย คือนโยบายการเร่งรัดการลงทุนซึ่งจะช่วยให้เศรษฐ โดยที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้มีการตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจาก 20% เป็น 30% ของ GDP ผ่านมาตรการและโครงการที่สำคัญ ได้แก่ มาตรการเชิงรุก "Thailand Fast Pass" ที่รองนายกฯเอกนิติในฐานะกำกับดูแลคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ให้ความสำคัญกับการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และผลักดันให้เกิดการลงทุนจริง ซึ่งผลสำเร็จนี้สะท้อนผลลัพธ์ผ่านยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในครึ่งปีแรกที่เติบโตถึง 37% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.47 ล้านล้านบาท ส่วนการลงทุนจริงที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีการลงทุนจริงกว่า 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนั้นยังเร่งผลักดันการลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต (New Economy) ที่มุ่งเน้นเศรษฐกิจดิจิทัล, Data Center, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่กับการเชื่อมโยง SME ไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก ผ่านโครงการ BOI to IPO และ JUMP+ เพื่อยกระดับผลิตภาพและทักษะแรงงานในประเทศ
AMRO ประเมินว่าหากไทยสามารถรักษาแรงส่งของการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง และกระจายผลประโยชน์ลงสู่ระบบการจ้างงานและรายได้ของประชาชนในวงกว้าง ประเทศไทยจะสามารถยกระดับขีดความสามารถ และก้าวข้ามขีดจำกัดสู่การเป็นประเทศรายได้สูง (High-Income Country) ตามเป้าหมายที่วางไว้ในระยะต่อไป





