ทุกวันนี้ มีแต่คนบ่นว่า “เศรษฐกิจไม่ดี” ค้าขายไม่ได้ ไม่ค่อยมีการใช้จ่าย โดยเฉพาะเจ้าของโรงงานและผู้ประกอบกิจการโรงงานประเภท SMEs ก็ได้แต่ส่ายหัวบ่นว่า “ต้นทุนการผลิตสูง ของขายยาก”
ผมได้แต่คิดถึง “โรงงาน” และ “การผลิต”
ว่าไปแล้ว ทุกภาคส่วนในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม การเกษตร การบริการ การเงิน การท่องเที่ยว การบันเทิง ล้วนแต่มีความสำคัญต่อพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทย
แต่ในฐานะที่ผมคลุกคลีอยู่ในวงการอุตสาหกรรมการผลิตมาตลอด ผมก็ยังเชื่อมั่นว่า “ภาคอุตสาหกรรม” จะมีความสำคัญมากกว่าภาคส่วนอื่นๆ ในเชิงของ “การสร้างมูลค่าเพิ่ม”
เมื่อมองรอบตัวเราทุกคน จะเห็นว่า ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างล้วนมาจากการผลิต (โรงงาน) ทั้งนั้น
ถึงวันนี้ ผมจึงได้แต่คิดว่าทำอย่างไรให้บ้านเรามี “นักอุตสาหกรรม” มากๆ เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วในซีกโลกตะวันตก ล้วนแต่ก่อร่างสร้างตัวและเจริญก้าวหน้าถึงวันนี้ ก็เพราะมี “นักอุตสาหกรรม” และ “โรงงาน” เป็นจำนวนมากในบ้านเมืองของเขา
“ภาคอุตสาหกรรม” มีบทบาทสำคัญอย่างน้อย 7 ประการ ได้แก่
1.สร้างมูลค่าเพิ่ม (ด้วยการเปลี่ยนวัตถุดิบและทรัพยากรให้เป็นสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น)
2.สร้างผลิตภาพ (ด้วยการทำให้โรงงานเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น ใช้ทรัพยากรน้อยลง และแข่งขันด้านต้นทุนได้ดีขึ้น)
3.สร้างฐานของเทคโนโลยีและนวัตกรรม (อุตสาหกรรมเป็นพื้นที่ที่งานวิจัยถูกนำมาทดลอง ใช้จริง และเปลี่ยนเป็นมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้)
4.สร้างงานและพัฒนาคน (โรงงานสมัยใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงแค่แรงงานเท่านั้น แต่ยังต้องการ วิศวกร ช่างฝีมือ นักวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ชำนาญการด้านระบบอัตโนมัติ ผู้เชี่ยวชาญ AI ผู้จัดการหรือผู้บริหารมืออาชีพ)
5.สร้างรายได้จากการส่งออก (ความสามารถในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐานสากลเป็นฐานสำคัญของการสร้างรายได้เข้าประเทศ)
6.สร้าง “ระบบนิเวศ” ของธุรกิจ (โรงงานหนึ่งแห่งสามารถเชื่อมโยงกับผู้ส่งมอบ ผู้ประกอบการ ระบบขนส่ง โลจิสติกส์ ภาคการเงิน ภาคการศึกษา มหาวิทยาลัย)
7.สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (ประเทศอุตสาหกรรมผลิตเทคโนโลยี อาหาร พลังงาน ยา ชิ้นส่วนสำคัญ และสินค้ายุทธศาสตร์ได้เอง จะมีความสามารถในการฟื้นตัวสูงกว่า และมั่นคงกว่า)
ในทัศนะของผมแล้ว “นักอุตสาหกรรม” จึงมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมมาก เพราะนักอุตสาหกรรมก็คือ “ผู้ที่สามารถผลิตหรือเปลี่ยนทรัพยากร ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร พลังงาน และโอกาสต่างๆ ทางธุรกิจ ให้กลายเป็นคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” ซึ่งเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
“นักอุตสาหกรรม (Industrialist)” จึงมีความหมายที่ลึกและกว้างขวางกว่าการเป็นเจ้าของโรงงาน หรือผู้บริหารภาคอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมถึงการเป็น “ผู้ออกแบบ” และ “ผู้สร้าง” ด้วย
“นักอุตสาหกรรม” จึงต้องเป็นบุคคลที่ “มองการณ์ไกล มีความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ คิดอย่างต่อเนื่องเป็นขั้นตอนตามลำดับ คิดเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นจนจบครบวงจร
มีความสามารถในการสร้างข้าวของเครื่องใช้ และสร้างสินค้าหรือบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของทุกคนในสังคมได้”
คือ ไม่ได้มุ่งเพียงแต่กำไรของกิจการเท่านั้น แต่เข้าใจใน “ห่วงโซ่คุณค่า” (Value Chain) ตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบ เทคโนโลยี การผลิต บุคลากร ลูกค้า สิ่งแวดล้อม สังคม ตลอดจนประเทศชาติ
“คุณลักษณะ” (จิตวิญญาณนักอุตสาหกรรม) ที่สำคัญ ได้แก่ (1) รักการผลิตหรือการสร้างสิ่งของที่จับต้องใช้งานได้ (2) คิดแบบ “เจ้าของ” (3) คิดระยะยาว แต่ลงมือทำวันนี้ (4) เต็มเปี่ยมด้วย “จิตสำนึกแห่งผลิตภาพ” (Productivity) (5) รักเทคโนโลยี
(6) มีความคิดสร้างสรรค์ ออกแบบ (7) ให้ความสำคัญกับ “คน” มากกว่าเครื่องจักร (8) มีความรักชอบใน “นวัตกรรม” (9) มีสำนึกด้านความปลอดภัยและคุณภาพ และ (10) มีสำนึกรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
ปัจจุบัน ปัญหาของภาคอุตสาหกรรมในบ้านเราจึงต้องตอบคำถามให้ได้ว่า “ภาคอุตสาหกรรมของเราจะทำให้ประเทศไทยแข็งแกร่งและแข่งขันได้ในตลาดโลกได้ พร้อมๆ กับทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนไทยสูงขึ้นด้วย อย่างไรได้บ้าง”
ทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมานี้ “นักอุตสาหกรรม” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก ด้วยจิตวิญญาณของ “ผู้สร้าง” (ผู้ผลิต) บนพื้นฐานของ (1) เทคโนโลยี (2) นวัตกรรม และ (3) ผลิตภาพ
ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า “เกษตรนำ อุตสาหกรรมผลิต พาณิชย์ขาย” จึงมีความหมายอย่างยิ่งต่อ “การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน” ภายใต้แผน “ยุทธศาสตร์ของชาติ”
โดยการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการกำหนดเป้าหมายเป็นองค์รวม และจัดทำแผนดำเนินการที่มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างครบวงจร
เช่น ควรปลูกลำไย (มากน้อยเท่าไหร่) แบ่งขายเป็นลำใยสดและแบ่งส่วนที่เหลือเข้าสู่โรงงานทำลำใยกระป๋อง และวางขายในตลาดเป้าหมายที่ชัดเจน
การคิดให้ตลอดตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ แบบครบวงจร จะทำให้เกิดความสูญเสียในขั้นตอนต่างๆ ทั้งกระบวนการน้อยที่สุด เป็นต้น
แม้ว่าเรื่องนี้ จะเป็นเรื่องที่ “พูดง่ายทำยาก” แต่ก็ควร (ต้อง) ทำ เพราะถ้าไม่ทำ อาจอยู่ไม่ได้ ครับผม !





